เกาะติดสถานการณ์

ข่าวตัดแปะที่เกี่ยวข้อง

02/05/2010 - 00:22
Blognone

ศาลของออสเตรเลียตัดสินว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือ ISP ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับการที่ผู้ใช้บริการดาวน์โหลดไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์

ในคดีนี้ iiNet ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่เป็นอันดับสามของออสเตรเลีย มีเหตุต้องขึ้นศาล เมื่อกลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์ 34 ราย ซึ่งรวมถึงสาขาในออสเตรเลียของ Universal Pictures, Warner Bros. และ 20th Century Fox ฟ้องว่า iiNet มีความผิด เนื่องจากไม่ยับยั้งการดาวน์โหลดภาพยนตร์ผิดกฎหมาย

กลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์ต้องการให้ iiNet เตือนผู้ใช้ที่กระทำความผิด และระงับการให้บริการ นอกจากนี้ยังต้องการให้บล็อคบางเว็บไซต์ด้วย แต่ผู้พิพากษาตัดสินว่า iiNet ไม่ต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมออนไลน์ของลูกค้า

ผู้พิพากษา Dennis Cowdroy กล่าวว่า ลำพังการให้บริการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังไม่ใช่ช่องทางการละเมิดลิขสิทธิ์ และหาก ISP จะต้องมารับผิดชอบกับการกระทำของลูกค้า ISP ก็จะกลายเป็นช่องทางง่ายๆ สำหรับใครที่จะฟ้องร้องอะไรก็ตาม

02/02/2010 - 20:18
ไทยรัฐ

ปธ.ชมรมฯ เว็บโฮสติ้ง ระบุลงทุนหลายร้อยล้านบาทเพื่อซื้อเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบ ทั้งการสนิฟเฟอร์ การจับเว็บไซต์ลามก หรือ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา...

นางภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง กล่าวกรณี ภาครัฐมีแนวคิดที่จะดำเนินการดักจับข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต หรือ สนิฟเฟอร์ ว่า เรื่องนี้ทำให้คนในอินเทอร์เน็ต และผู้ที่ทำธุรกิจออนไลน์มีความความตื่นกลัว แต่หากมองในทางเทคนิค การสนิฟเฟอร์ เป็นการดักดูแพ็กเกตข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ด้วยการเอาข้อมูลมาหั่นเป็นส่วนๆ โดยส่วนที่เป็นข้อมูลที่เก็บกัน คือ หัวท้าย เมื่อถึงปลายทางข้อมูลจะมามารวมกัน หากไม่ต้องการให้คนล่วงรู้ว่าข้อมูลที่ส่งมา คือ อะไร ทำได้ด้วยการเข้ารหัส SSL ที่จะทำให้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตช้าลง เพราะจะมีขั้นตอนการเข้า-ถอดรหัสข้อมูล

ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตามมานั่นคือ ความเร็วของอินเทอร์เน็ตจะลดลง และ เมื่อมีการจะดักจับข้อมูลคนที่กลัว หรือ ปอดแหก ก็จะหนีไปเข้ารหัสข้อมูล หากทำกันมากๆ อินเทอร์เน็ตในประเทศจะช้าลงกว่าเดิม เรื่องนี้จึงเป็นการลงทุนที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตามการสนิฟเฟอร์สามารถทำได้ในระดับผู้ดูแลระบบไอทีขององค์กรต่างๆ เพื่อใช้งานด้านการซ่อมบำรุง และแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ภาครัฐจะทำนั้น คือ การสนิฟเฟอร์ระดับอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ ที่คนทั่วไปจะไม่รู้ว่า ดักจับข้อมูลของใคร แล้วข้อมูลต่างๆที่เก็บไป การดูแลรักษาจะปลอดภัยแค่ไหน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ระบบไอทีภาครัฐอ่อนแอมาก

นางภูมิจิต กล่าวอีกว่า แม้แต่ข้อมูลบนบัตรประจำตัวประชาชนยังรั่วไหลได้ แล้วประชาชนจะมีหลักประกันได้หรือไม่ เมื่อสังคมตื่นตัวเรื่องสนิฟเฟอร์ คนที่รู้เรื่อง และคนทำผิด เช่นแฮกเกอร์ ย่อมทราบทางหนีทีไล่ของการหลบสนิฟเฟอร์ดี แต่ชาวบ้านที่ไม่รู้เทคนิค ไปไม่เป็น หลบไม่ได้ เขาก็ต้องไปหาศาสตร์ด้านมืด หรือ ความรู้ในทางที่ไม่ดี เพื่อมาหลบเลี่ยงการสนิฟเฟอร์ กลายเป็นว่าจากที่รัฐบาลคิดว่างานจะเบาขึ้น กลับกลายเป็นได้แฮกเกอร์มือสมัครเล่นเพิ่มอีกหลายเท่าตัว เพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่ซ้ำเข้าไปอีก

ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง กล่าวถึงกรณีที่จะมีการจัดการเว็บไซต์แบ่งปันไฟล์ ที่ปล่อยให้มีการดาวน์โหลด หรือ เว็บไซต์บิตทอเรนต์ เพื่อแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ว่า การดำเนินการด้วยการบล็อก หรือปิดไม่เห็นด้วย ควรที่จะเลือกการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้งดีกว่า เพราะหากเขารู้ว่ามีการทำผิด เขาก็จะเลือกลบข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐก็จะไม่ได้ข้อมูลการกระทำผิด เขาจะหนีไปดาวน์โหลดที่อื่นอีก เชื่อการเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง จะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะผู้ประกอบการต้องทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อยู่แล้ว ดังนั้นทางที่ดีไปห่วงการโจมตีแบบ DDos Attack เซิร์ฟเวอร์หน่วยงานรัฐดีกว่า

นางภูมิจิต กล่าวด้วยว่า เรื่องการจุดกระแสเข้มงวดของภาครัฐ เคยเกิดในสมัยที่กวาดล้างเว็บไซต์ที่โพสต์ภาพโป๊ อนาจาร ที่มีจุดสุดท้ายไม่ต่างจากการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา คือ ทุ่มงบประมาณหลายร้อยล้านเพื่อจับเว็บไซต์ลามก สุดท้ายคนก็หนีไปเข้าพร็อกซี ใช้การแปลงไอพีของต่างประเทศ ยิ่งกวาดล้างก็ยิ่งทำให้คนควานหาเครื่องมือเพื่อหลบเลี่ยง แสดงว่าจุดเริ่มต้นก็มาจากภาครัฐ ที่บังคับให้สังคมบิดเบี้ยวแบบนี้ ส่วนที่จับมาดำเนินคดีเป็นข่าวคราวก็ไม่ใช่ตัวการใหญ่ แต่เป็นคนที่ฟอร์เวิร์ดอีเมล์ส่งต่อ ทั้งนี้เรื่องจึงไม่ได้ถูกแก้อย่างตรงจุด ทั้งนี้แทนที่จะลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ราคาหลายร้อยล้าน เรามาทำกิจกรรมกระตุ้น สร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้อินเทอร์เน็ตดีกว่า

01/27/2010 - 03:07
ไทยรัฐ

สังคมออนไลน์ มีกระแสต่อต้านหนัก รัฐบาลเล็งติดสนิฟเฟอร์ ตรวจสอบการดาวน์โหลดหนัง-เพลงเถื่อน ระบุ ทางออกมีมากกว่าการลงทุนติดอุปกรณ์ดักจับข้อมูล ย้ำ เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล บนอินเทอร์เน็ต และ อาจไม่ช่วยแก้การละเมิดลิขสิทธิ์ได้...

จากกรณีข่าวที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ประสานขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต นอกจากนั้นคณะทำงานกำกับดูแลและเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ยังได้มีมติเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพิ่มหลักเกณฑ์ในการ ออกใบอนุญาตให้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ต้องติดตั้งอุปกรณ์ดักจับข้อมูลบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต หรือสนิฟเฟอร์ (Sniffer) ไว้ที่อินเทอร์เน็ตเกตเวย์ด้วย เพื่อดักข้อมูลการใช้งานดูว่ามีการดาวน์โหลดโปรแกรม หรือคอนเทนท์ละเมิดลิขสิทธิ์ บนอินเทอร์เน็ต จนกลายเป็นกระแสต่อต้านของคนออนไลน์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการอินเทอร์เน็ต ลามไปยังเว็บไซต์สังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ในหัวข้อ #Thainosniff

นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ และตัวแทนของเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากเปรียบเทียบอินเทอร์เน็ต คือ ถนนทางหลวง สนิฟเฟอร์ไม่ใช่แค่การตั้งด่านตรวจจับ แต่เป็นการตั้งกล้องสอดแนมไปในรถทุกคันที่ใช้ถนน แม้ว่าสนิฟเฟอร์ไม่ใช่เครื่องมือที่เลวร้ายเมื่อมองที่เจตนาการลดละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่การสอดแนมแบบนี้ก็ยากที่จะยอมรับได้ โดยจำเป็นถึงขนาดต้องสงสัยคนทั้งประเทศเลยหรือ ที่ผ่านมามีแต่ประเทศจีน และสหรัฐอเมริกาที่ใช้การสนิฟเฟอร์ เพื่อเฝ้าระวังกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย หรือ เหตุผลด้านความมั่นคงเป็นหลัก

ตัวแทนของเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวต่อว่า บางทีเรื่องนี้อาจเป็นการลงทุนที่ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะต้นทุนในการติดตั้งอุปกรณ์ที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 8 หลัก การที่ประชาชนสูญเสียความเป็นส่วนตัว ไอเอสพีแบกรับภาระต้นทุน ความเร็วอินเทอร์เน็ตช้าลง หากทาง กทช.รับรองแล้วออกประกาศออกมาจริง คงต้องมีการยื่นเรื่องให้ทบทวนในการติดตั้งเครื่องมือดักจับข้อมูลกันอีกครั้ง เชื่อว่าประเด็นการต่อต้านสนิฟเฟอร์ จะทำให้ประชาชนทั่วไปรู้และตระหนักว่าการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตปลอดภัยแค่ไหน

นางสาวสฤณี กล่าวอีกว่า ทางที่ดีทั้งภาครัฐและเอกชนมาช่วยกันรณรงค์สร้างจิตสำนึก ในการใช้อินเทอร์เน็ตที่ถูกต้องให้ผู้บริโภค เพิ่มช่องทางในการแจ้งเบาะแสของเว็บไซต์ให้ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเราควรมองหาทางออกที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของประชาชน และไม่ตั้งข้อสงสัยคนทั้งประเทศแบบนี้ แต่พยายามชี้ถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต กระจายความเข้าใจที่ถูกต้องให้ออกไปแบบกว้างขวาง ทั้งนี้แม้เหตุผลของรัฐที่ต้องการดักข้อมูลบางอย่าง ไม่ได้เข้ามาดูข้อมูลทั้งหมด แต่การที่ข้อมูลตกอยู่ในมือภาครัฐ นั่นก็เป็นความเสี่ยงของผู้ใช้งาน

ด้าน นายศุภเดช สุทธิพงศ์คณาสัย ผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ต สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า เนื่องจาก Sniffer คือ โปรแกรมที่แฮกเกอร์ ใช้ดักอ่านข้อมูลที่วิ่งไป-มาบนระบบเน็ตเวิร์ค หรือ Traffic โดย Sniffer จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และคอยดักฟังข้อมูลในเครือข่าย เพื่อนำมาวิเคราะห์หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการนำข้อมูลไปใช้ ประโยชน์ หากมีการสนิฟเฟอร์จริงการใช้อินเทอร์เน็ตในอนาคตคงต้องระมัดระวังกันมาก จะโพสต์ จะพิมพ์อะไรลงไปต้องคิดกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน เหล่าแฮกเกอร์ก็อาจมารวมตัวกันเพื่อถล่มหน่วยงานภาครัฐก่อนจะดักข้อมูลได้ เพราะไปยั่วยุ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ต กล่าวอีกว่า เรื่องการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เถื่อน ต้องทำความเข้าใจกับผู้ใช้งานว่า ยังมีโปรแกรมฟรีแวร์เป็นทางเลือกให้ดาวน์โหลดเอาไปใช้งาน โดยโปรแกรมเหล่านี้มีคุณสมบัติ และการทำงานไม่ต่าง หรือดีกว่าโปรแกรมลิขสิทธ์เสียอีก อาทิ ชุดโปรแกรมสุริยันจันทราของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า ที่ทำแผ่นซีดีแจกออกมา โดยจำเป็นที่ต้องลบค่านิยมการใช้ซอฟต์แวร์แบบผิดๆ หากจะแก้เรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ที่ผ่านมาเมืองไทยไม่เคยปลูกฝังเรื่องการใช้โปรแกรมลิขสิทธิ์เลย ตั้งแต่ระดับโรงเรียน คนไม่รู้ว่าการใช้ซอฟต์แวร์นั้นมีค่าใช้จ่าย

ส่วน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ อุปนายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้ เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ภาครัฐจำเป็นต้องเข้าใจ และ คนทั่วไป ต้องเข้าใจกระบวนการของรัฐ บางครั้งการทำงานอาจไม่รอบด้าน หรือไม่เท่าทัน ดังนั้น ทั้งรัฐและเอกชน ควรหันหน้ามาคุยกัน เพื่อร่วมกันพิจารณาว่ามีทางอื่น หรือไม่ นอกจากการสนิฟเฟอร์ข้อมูล เชื่อว่าในหน่วยงานรัฐยังมีคนเก่งๆ มากมายยินดีเข้ามาทำงาน ทั้งนี้หากรัฐบาลเอาจริงก็คงกันได้ไม่หมด เพราะคนที่ใช้งานก็ยังมีวิธีหลบหลีกได้อยู่ดี

01/27/2010 - 03:05
Asian Thai NEWS Network

ไอซีที เลิกแนวคิดใช้ "สนิฟเฟอร์" ดักจับข้อมูลด้านลบบนอินเทอร์เน็ต หลังชาวทวิตเตอร์ด่าขรม เผยหาช่องจัดการเว็บโป๊-หมิ่นเบื้องสูง

กรุงเทพฯ (26 ม.ค.) นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ออกมาประกาศยกเลิกแนวคิดที่คณะทำงานกำกับดูแล และเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เสนอให้คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพิ่มหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการติดตั้งอุปกรณ์ดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Sniffer) ไว้ที่เกตเวย์ หลังมีกระแสต้านอย่างมาก

"คณะทำงานฯ คงจะรับฟังความเห็นที่มีกระแสไม่เห็นด้วยกับการเสนอดังกล่าว ซึ่งเท่าที่สอบถามไป ยังไม่ได้พูดในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว แต่การติดตั้งสนิฟเฟอร์ อาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ฉะนั้นคงต้องเฝ้าระวังทางอื่น โดยไม่ใช้วิธีดักข้อมูล"

ปลัดไอซีที กล่าวด้วยว่า วิธีการที่ดำเนินการคือ ใครมีปัญหาถูกละเมิด ก็แจ้งมาที่ไอซีที โดยจะดูให้เป็นรายๆ ไปผ่านล็อกไฟล์ เหมือนกับกรณีพบเว็บโป๊ ก็ติดตาม ส่งเรื่องขออำนาจศาลเพื่อปิดกั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีสนิฟเฟอร์ ก็ใช้วิธีการอื่น อย่างที่ทำอยู่ปัจจุบันก็เป็นการทำตอนหลัง เมื่อมีผู้เดือดร้อนแล้ว ก็เข้าไปดูล็อกไฟล์ แล้วยื่นเรื่องขออำนาจศาลสั่ง

01/20/2010 - 15:22
ประชาไท

หลังกูเกิ้ล (Google) ขู่ถอนตัวจากจีนโดยอ้างเรื่องถูกโจมตี และถูกละเมิดด้านข้อมูล ก็มีหลากหลายปฏิกิริยา ทั้งจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ต รัฐบาลจีน และนักวิเคราะห์ บ้างบอกว่าเป็นเรื่องการท้าทายเสรีภาพในจีน แต่บ้างก็มองว่าเป็นเรื่อง (ขัด?) ผลประโยชน์ส่วนตัวของกูเกิ้ลเอง

จากข่าวคราวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องที่กูเกิ้ล (Google) เว็บไซต์บริการค้นหาข้อมูล (Search Engine) ชื่อดังประกาศขู่จะถอนตัวออกจากจีน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถทนต่อการถูกจีนห้ามเผยแพร่ข้อมูลบางอย่างได้ รวมไปถึงเรื่องที่บัญชีของผู้ใช้ Gmail บริการจดหมายอิเล็กโทรนิคของกูเกิ้ลถูกเจาะเข้ามาเพื่อล้วงข้อมูลนักสิทธิมนุษยชนในจีน

แม้ท่าทีของกูเกิ้ลดูจะเป็นการประท้วงเรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็น และเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) ที่ถูกทางการจีนละเมิด แต่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในจีนรวมถึงนักวิเคราะห์ก็มีความเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไปในหลายทิศทาง

บ้างก็ว่ากูเกิ้ลใส่เกียร์ถอยหลังเนื่องจากไม่สามารถสู้กับเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลสัญชาติจีนอย่าง Baidu ได้ การถอยของกูเกิ้ลจึงเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องเชิงมนุษยธรรม ขณะที่บางความเห็นบอกว่าการถอยของกูเกิ้ลสะท้อนว่าหากจีนต้องการให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสรีภาพทางข้อมูลข่าวสารก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากยุคสมัยปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากต้องอาศัยข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

ไม่นับว่าเรื่องนี้อาจมีประเด็นแรงงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากหากกูเกิ้ลถอนตัวจากจีนจริง พวกเขาก็จะปิดสำนักงานในจีนที่มีพนักงานอยู่ราว 800 คน นอกจากนี้กูเกิ้ลยังสงสัยว่าพนักงานในสาขาจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเว็บหรือไม่

ทางประชาไทได้เรียบเรียงข้อความจากบล็อกทางการของกูเกิ้ลรวมถึงความเห็นจากชาวเน็ตจีนและนักวิเคราะห์มาให้ชมกัน

01/20/2010 - 14:57
ฐานเศรษฐกิจ

นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้เห็นชอบให้กำหนดยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญา และแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมอบหมายให้กระทรวงไอซีทีรับผิดชอบในการเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และรายงานความคืบหน้าให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาทราบ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานกำกับดูแลและเฝ้าระวัง
การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขึ้น โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงไอซีที กรมทรัพย์สิน ทางปัญญา
กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ร่วมเป็นคณะทำงาน และมีนายอาจิน จิรชีพพัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธาน

“คณะทำงานกำกับดูแลฯ ชุดนี้จะประสานการดำเนินงานเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ พร้อมทั้งศึกษา รวบรวมข้อมูล ติดตามและเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ให้ปลัดกระทรวงไอซีที และคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติทราบเป็นประจำ” นายสือกล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะทำงานกำกับดูแลฯ นั้น ได้แก่ การวางแนวทางและกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
ในเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การประสานขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการแก้ไข
ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

นอกจากนั้นคณะทำงานกำกับดูแลฯ ยังได้มีมติเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพิ่มหลักเกณฑ์ในการออก
ใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการต้องติดตั้งอุปกรณ์ดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ Sniffer ไว้ที่เกตเวย์ด้วย ซึ่ง Sniffer
คือ โปรแกรมที่ใช้ดักอ่านข้อมูลที่วิ่งไป-มาบนระบบเน็ตเวิร์ค หรือ Traffic โดย Sniffer นี้จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์และคอยดักฟังข้อมูลในเครือข่าย เพื่อนำมาวิเคราะห์หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการนำข้อมูล
ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวในทางกฎหมายต้องดูเจตนาของการกระทำเป็นหลัก หากเป็นการกระทำโดย
มิชอบนั้นถือเป็นความผิดตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว ทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้แจ้งว่าจะเสนอเข้าสู่
การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ก่อน ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการโครงการความร่วมมือจัดตั้ง
ศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติในการพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

12/18/2009 - 01:33
ประชาไท

ผอ.สบท.เผย ผลสำรวจความเร็วอินเทอร์เน็ต ความสามารถในการอัพโหลดและดาวน์โหลดข้อมูลต่างกันถึง 6-7 เท่า ชี้อนาคตการสื่อสาร 2 ทาง ต้องพัฒนาให้สอดคล้อง พร้อมเตรียมกระตุ้นทุกฝ่ายสร้างมาตรฐานการให้บริการอินเทอร์เน็ต เป็นความหวังให้ผู้บริโภค

สถาบัน คุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ร่วมมือกับ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย แถลงผลข้อมูลโครงการ “สำรวจและทดสอบคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ต ปี 2552” ขึ้น โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลการให้บริการของผู้ประกอบการ ด้านความเร็วที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต โดยเปิดให้ผู้ใช้เข้าไปทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์หลัก http://www.speedtest.or.th และเว็บไซต์ชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการ

จากการรวบรวมข้อมูลการทดสอบตั้งแต่วันแรก คือวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 รวม 99 วัน มาวิเคราะห์ประมวลผล พบว่า จำนวนทดสอบ speedtest ทั้งหมดมี 1,287,613 ครั้ง แบ่งเป็นผู้ใช้บริการจาก TOT ร้อยละ 34 TRUE ร้อยละ 25 BB/MAXNET ร้อยละ17 และไม่ระบุผู้ให้บริการร้อยละ 20

ผลการทดสอบความเร็ว พบว่า ในการดาวน์โหลด อัตราความเร็วที่ได้ เรียงตามลำดับคือ TRUE ร้อยละ 83 SAMART ร้อยละ 78 ISSP ร้อยละ 75 3BB/MAXNET ร้อยละ 71 CSLOXINFO ร้อยละ 71 TOTร้อยละ 66 INETร้อยละ 63 BEENETร้อยละ 62 CATร้อยละ 43 และ DTAC ร้อยละ 34

หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ให้บริการรายใหญ่ด้วยกับพบว่า TRUE มีความเร็วในการดาวน์โหลดมากที่สุด รองลงมาคือ 3BB/NET TOT และ CAT ขณะที่หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ให้บริการรายเล็กพบว่า SAMART มีความเร็วในการดาวน์โหลดมากที่สุด รองลงมาคือ ISSP CSLOXINFO และ INET

สำหรับความเร็วในการอัพโหลด เรียงตามลำดับคือ ISSP ร้อยละ 75 SAMART ร้อยละ65 BEENET ร้อยละ 51 INET ร้อยละ 50 CAT ร้อยละ24 CSLOXINFO ร้อยละ 20 TOT ร้อยละ 14 TRUE ร้อยละ 14 3BB/MAXNET ร้อยละ10

หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ให้บริการรายใหญ่ด้วยกันพบว่า CAT มีความเร็วในการอัพโหลดมากที่สุด รองลงมาคือ TOT TRUE และ 3BB/MAXNET ขณะที่หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ให้บริการรายเล็กพบว่า ISSP มีความเร็วในการอัพโหลดมากที่สุด รองลงมากคือ SAMART BEENET และ INET

ผลสรุปในภาพรวมพบว่า ความเร็วในการดาวน์โหลดอยู่ที่ร้อยละ 34-83 และความเร็วในการอัพโหลดอยู่ที่ร้อยละ 10-75 ซึ่งผลการทดสอบนี้เป็นความเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลดข้อมูลภายในประเทศ

นาย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการ สบท. เปิดเผยว่า ข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้ว โดย สบท. และสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยจัดโครงการนี้ขึ้นก็เพื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งเห็นได้ว่า ความเร็วในการอัพโหลดและดาวน์โหลดข้อมูลมีความแตกต่างกันมาก โดยความเร็วในการอัพโหลดข้อมูลต่ำกว่าการดาวน์โหลดถึง 6-7 เท่า ขณะที่ในอนาคต การสื่อสาร 2 ทางเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารทางไกล เช่น การจัดประชุมทางไกล เพราะฉะนั้นต้องมีการปรับให้มีคุณภาพที่สอดคล้องกันในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องของการให้บริการนั้นประเทศไทยยังมีทางเลือกในการใช้บริการน้อย ต่างประเทศมีผู้ให้บริการถึง 1,000 บริษัท ขณะที่ประเทศไทยหากอยู่ห่างจากชุมสายของผู้ให้บริการเกินกว่าระยะ 4 กิโลเมตรก็จะมีปัญหาคุณภาพ ทางออกที่เป็นไปได้เฉพาะหน้าก็คือ ผู้ประกอบการควรปรับลดราคา โดยเก็บค่าบริการตามคุณภาพบริการที่ผู้บริโภคสามารถใช้ได้จริง หรือขยายจุดชุมสายให้มากขึ้น

ผอ.สบ ท. กล่าวต่อไปว่า สำหรับความเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลดข้อมูลอาจเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจของ ผู้บริโภค แต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการสร้างมาตรฐานการให้บริการอินเทอร์เน็ต เช่น มีกรรมการกลางในการกำหนดมาตรฐานการให้บริการอินเทอร์เน็ต ทั้งในด้านความเร็วและความเสถียร โดยต้องมีการหารือร่วมกันระหว่าง กทช. สบท. ผู้ประกอบการ นักวิชาการและผู้บริโภค เพื่อร่วมกันพิจารณาต่อไป โดยจะเริ่มมีการจุดประเด็นนี้ในเวทีผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ปี 2552 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 ธันวาคม นี้ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์

“สำหรับ โครงการสำรวจและทดสอบคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ต ในปีหน้าเราจะพัฒนาให้ผู้บริโภคที่เข้ามาทดสอบความเร็วสามารถบันทึกเป็น ข้อมูลของตัวเองเป็นสถิติได้ว่า ความเร็วเฉลี่ยที่เราใช้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดทั้งเดือนหรือทั้งปีนั้น เป็นอย่างไร เพื่อสามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ได้” ผอ.สบท. กล่าว