MICT

สรุปเวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต (6) [อังคณา นีละไพจิตร]

Wed, 2009-07-08 07:02

เวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต
วันที่ 29 เมษายน 2552
ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

วิทยากร อังคณา นีละไพจิตร

หลายท่านก็พูดไปแล้วในหลายประเด็น ดิฉันข้อเสนอในประเด็นที่ดิฉันห่วงใย ในเรื่องนี้ก็ คือว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อสำคัญสิ่งหนึ่งที่ให้ความรู้แก่ประชาชน ลองสังเกตุว่าที่ไหนก็ตามที่โทรศัพท์เข้าถึงชาวบ้านก็อยากจะมีคอมพิวเตอร์ อยากจะมีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้ อีกอย่างหนึ่งที่กฎหมายไม่ควรไปรังแกคนเล็กคนน้อย ดิฉันเคยเห็นเยาวชนบางคนด้วยความทะลึ่งอะไรก็แล้วแต่โพสต์ข้อความที่ไม่ สุภาพหรืออะไรต่อมิอะไรเข้ามาและเด็กพวกนี้แหล่ะต้องตกเป็นเหยื่อที่ตัวเอง ไม่รู้ตัว ในส่วนของที่จะต้องการจัดสรรผลประโยชน์ ดิฉันให้ความสำคัญในเรื่องคุ้มครองคนเล็กคนน้อยมากกว่า ก็คือกฎหมายต้องไม่รังแกใคร

จริง ๆ แล้วดิฉันคิดว่าในวันนี้ประชาชนอยู่กันลำบาก การถูกแบ่งให้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว จริง ๆ ดิฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าแบ่งฝ่าย เพียงแต่รู้สึกว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลนี้มันสบายกว่ารัฐบาลที่ผ่านมายังไงก็ไม่ รู้ เพราะตัวฉันเองถูกดุน้อยกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาก็เลยรู้สึกว่าตัวเองพูดได้มาก ขึ้นกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เดินไปไหนแล้วรู้สึกปลอดภัยขึ้น ในขณที่บางท่านอาจจะรู้สึกว่าอยู่รัฐบาลนี้มันแย่กว่าหรือว่าอะไรมันก็เป็นความต่างทางความคิดเห็น

ดิฉันเองก็มองว่า รัฐบาลที่มองเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งหรืออะไรก็มตามแต่ ความรุนแรง และนำไปสู่การแบ่งฝ่าย จริง ๆ ก็มองว่ารัฐบาลนี้มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งหน่วยงานความมั่นคงมากแค่ไหน รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลพลเรือน ซึ่งเป็นอิสระแค่ไหน ถึงแม้ว่าประชาชนให้ความสนับสนุน

แต่ถ้าหากหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้สนับสนุน รัฐบาลนี้จะสามารถทำงานได้ไหม แล้วถ้าหน่วยความมั่นคงที่ทำงานอยู่ แล้วประชาชนที่ขัดกับหน่วยงานความมั่นคงนั้น ประชาชนที่อาจจะถูกรังแก ขณะที่รัฐบาลอาจจะละเลย ใส่ใจน้อยไปไหมกับทุกข์สุขประชาชน

ดิฉันยกตัวอย่างสองสามวันนี้ ที่คำถามต่อตัวเองว่า เหตุการณ์ภาคใต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นทุกวันนี้มันมีผลต่อเสถียรภาพรัฐ ต่อส่วนกลางไหม เมื่อรัฐส่วนกลางมีความไม่มั่นคงเท่าไร มันก็ไม่มีใครไปดูแลจัดการในภาคใต้ ก็เหมือนกับ กอ รมน.คือทหารเต็ม ๆ นั้นแหล่ะ ดิฉันก็สังเกตุช่วงสงกรานต์ที่มีการทะเลาะกันรุนแรง ภาคใต้เงียบ แต่พอกรุงเทพเบา ตรงนั้นก็เริ่ม

จริง ๆ ดิฉันก็มอง ประชาไท เป็นพื้นที่ที่กลุ่มคนเล็กกลุ่มน้อย ใช้ในการแสดงความคิดเห็นที่อิสระ ขณะเดียวกันที่ประชาไทถูกสั่งปิด ดิฉันมองว่าเป็นการต่อต้านรัฐประหารหรือเปล่าที่โดนสั่งปิด ประชาไทที่ถูกเพ่งเล็งมาตลอด ในขณะเดียวกันดิฉันเห็นเว็บของ กอรมน. คนที่โพสต์เข้ามามีแต่คำว่า ฆ่ามัน ฆ่ามัน เกี่ยวกับคนในสามจังหวัดภาคใต้ ก็เอ๊ะว่าทำไมไม่ถูกปิด ทำไมมีมีใครตรวจสอบ ตำรวจไม่ตรวจสอบ ว่าใครมาจากไหน รับจ้างโพสต์หรือเปล่า

ดิฉันเคยไปทำงานในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ที่ใช้กฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนชายขอบทางภาคเหนือ หรือภาคใต้ ก็เคยไปทำงานมาแล้ว สำนักงานที่ปัตตานี ก็ถูกกวนมาแล้ว ท่านก็บอกว่าใช้กฎอัยการศึกจะมาจับโจร มีคนมาแจ้งว่ามีผู้ก่อความไม่สงบเกิดขึ้น เอ๊ะมาจับโจรก็ไม่ว่าเป็นห้องแถวเล็กนิดเดียว ใช้เวลา สองชั่วโมงอยู่กับคอมพิวเตอร์สองเครื่อง หรือค้นคอมพิวเตอร์นั้นหมดแล้ว จะมาจับโจรรู้ว่าไม่มีโจรก็ควรจะกลับได้แล้ว แต่ว่ากลับมาดูข้อมูลในแลปท็อป จริง ๆ แล้ว กับคอมพิวเตอร์มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล แล้วดิฉันได้ทำหนังสือชี้แจงกับท่านนายกฯ

ไม่ว่าจะเป็นกฎอัยการศึก หรือ พรก.ฉุกเฉินอะไรก็แล้วแต่ท่านมีอำนาจตามกฎหมายที่จะตรวจค้นสถานที่ได้ แต่ท่านไม่สามารถจะตรวจค้นในข้อมูลส่วนตัวในแลปท็อป หรือคอมพิวเตอร์ดิฉันเองก็ตาม อย่างของเพื่อนแคนาดาที่ตั้งโต๊ะทำงานยังไงก็ไม่มีอำนาจเข้ามตรวจค้น พอมาตรวจค้นก็มาเจอคนทำงานด้านสิทธิบางที่ก็ไปเก็บข้อมูลชาวบ้านมาร้องเรียน แล้วทำเป็นไฟล์ข้อมูล แล้วท่านก็ทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาสิ เจอข้อมูลปิดเบือนอะไรต่าง ๆ

คือจริง ๆ ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว เราไม่มีโอกาสได้เข้าถึงข้อมูลจากฝ่ายรัฐ เพราะฉะนั้นการที่ การที่จะมากล่าวหาทำข้อมูลปิดเบือนดิฉันว่าใช้ไม่ได้ แล้วในฐานะหนึ่งที่ตอนนี้ดิฉันเป็นผู้เขียน รายงานประเทศไทยตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองสิทธิทางการเมืองที่ต้อง เสนอสหประชาชาติ ในฉบับที่สอง ดิฉันเองก็เก็บข้อมูลหลาย ๆ อย่างไว้ในคอมพิวเตอร์ที่สำนักงาน การที่ท่านมาทำแบบนี้ดิฉันว่าใช้ไม่ได้ การที่จะถูกต้องดิฉันว่าฟ้องศาล

แต่บางทีดิฉันว่าเจ้าหน้าที่ไม่รู้กฎหมายแต่ประชาชนอย่างเราไปฟ้องศาลมันเสียเวลา ที่นี้โยงมาถึงเรื่องของหน่วยงานความมั่นคง วันนี้ฉันมองว่าภายหลังปฏิวัติจนมาถึงวันนี้ ทหารก็ยังมีอำนาจมากหลาย ๆ เรื่อง

ไม่ว่าเมื่อวานเป็นครบรอบห้าปีคดีครือเซะ อัยการก็สั่งไม่ฟ้องคดีกรือเซะ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนก็ค้างคาใจ สหประชาชาติก็ตั้งคำถามมาว่าผู้กระทำผิดใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบมากแค่ไหน คือถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องดื้อ ๆ หลังที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายสามปี ว่าทหารระดับสูงมีอำนาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต ต้องถามว่าอัยการเป็นผู้มีอำนาจแล้วเรียกร้องการไม่ถูกแทรกแซง แล้วต้องถามว่าอย่างนี้ตัวเองถูกแทรกแซงหรือเปล่า ก็เลยทำให้หลาย ๆ ฝ่าย ที่ถูกมองว่าไม่สามารถทำงานได้กับฝ่ายทหาร ไม่เห็นด้วยกับทหาร ไม่เห็นด้วยกับหน่วยงานความมั่นคง ก็เหมือนจะอยู่อย่างไม่สบาย ถูกเพ่งเล็งหรืออะไรต่อมิอะไรมาโดยตลอด

ดิฉันไม่ทราบเหมือนกันที่คุณกานต์พูดถึงการที่ สนช.กดดันต่อผู้ประกอบการยังไง ที่เป็นเรื่องของ พรบ.คอมพิวเตอร์ แต่ว่าในส่วนของความเป็นผู้ประกอบการแล้วก็ในฐานะที่ดิฉันเองเข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่ สนช.ช่วงนั้นดิฉันว่า หลาย ๆ ครั้งมันมีเรื่องของการต่อรองแลกเปลี่ยนอันนี้ยอมเขา อันนี้เขาให้อะไรประมาณนั้น อันนี้ดิฉันขออนุญาตไม่ลงลึกเพราะว่าไม่ทราบข้อมูลมาก แต่หลายเรื่องมันมีแบบนี้ ก็เสียใจที่หลายคนใน สนช.ที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่สุดท้ายก็ไปลงชื่อกับ พรบ.ความมั่งคง เพื่อให้ พรบ.อื่น ที่ตัวเองผลักดันผ่าน

อะไรแบบนี้มันมีเรื่องของการต่อรองแลกเปลี่ยนเยอะ ซึ่งตัวเองก็ไม่คุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ ดิฉันเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เสียงส่วนน้อย แต่ว่าดิฉันเองก็จะมีพื้นที่เองในการทำงานที่ยังทำงานได้สบาย ๆ อยู่ และที่ดิฉันมองอีกแบบหนึ่งในเรื่องของการที่คนโพสต์ข้อความต่าง ๆ ในเว็บดิฉันคิดว่าไม่มีเหตุผล ที่จะโพสต์ข้อความที่ไม่ถูกต้อง และหมิ่นประมาทหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นการอ้างให้ถูกปิดเว็บ เพราะว่าจริง ๆ เราไม่รู้ว่าคนที่โพสต์เข้ามา เขารับจ้างหรือว่าทำหน้าที่นั่งโพสต์เข้ามาหรือเปล่า เพราะบางทีคนธรรมดาวัน ๆ วัน ๆหนึ่งทำมาหากินก็แย่อยู่แล้ว แล้ว แล้วถ้าเป็นคนกลุ่มที่ว่านี้จริง สาเหตุของการปิดเว็บอันนี้ก็ไม่ชอบธรรมแล้ว และรัฐบาลเองต้องทำใจนิ่ง และเป็นกลางในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ การอ้างเรื่องความมั่นคง คำว่า ความมั่นคงดิฉันคิดว่าเป็นอะไรที่กว้างมาก ๆ จนกระทั่งอะไรก็ตามก็ตีความได้หมด

เหมือนที่คุณเมธาพูดถึงตัวอย่างการใช้ พรก.ฉุกเฉิน เราจำเป็นจะต้องแจ้งรัฐภาคีตามสหประชาชาติ ตามกติกา ICCR ข้อที่ 4 (3) ทันทีที่ประกาศใช้ แต่บ้านเราประกาศใช้มาเกือบครบ 3 ปีแล้ว มิถุนายนนี้ก็จะครบ 3 ปี ก็ยังไม่เคยแจ้ง ใช้ในกรุงเทพฯกี่ครั้งก็ยังไม่เคยแจ้ง ทั้งทีคุณอภิสิทธิ์ก็พูดว่า ไม่มีประเทศไหนที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตลอดเวลา วันหนึ่งต้องหยุด มันมีเหตุที่ต้องหยุด และเหตุที่ต้องหยุดนี้รู้สึกว่า มีความปลอดภัย แล้วดิฉันก็ได้ถามกระทรวงต่างประเทศว่าเพราะเหตุใด จึงไม่แจ้งสหประชาชาติ กระทรวงต่างประเทศตอบว่าเพราะเราไม่ได้ใช้มาตรา 9 ตาม พรก.ฉุกเฉิน แต่ดิฉันเห็นว่าใช้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการเข้าออกในพื้นที่ ที่จำได้มีคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ห้ามประชาชนเข้าไปในเขตที่ห่วงห้าม เอาชาวบ้านมาอบรม 300 กว่าคน และชาวบ้านฟ้องศาลกระทำมิชอบจนมีคำสั่งศาลคำสั่งปล่อย จึงมีคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 4 ประกาศรายชื่อผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ กลับบ้าน จริงแล้วเราใช้มาโดยตลอด แต่เราก็เลี่ยงพันธกรณีระหว่างประเทศมาโดยตลอด ก็คงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ

สรุปเวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต (5) [สุเทพ วิไลเลิศ]

Wed, 2009-07-08 07:00

เวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต
วันที่ 29 เมษายน 2552
ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

วิทยากร สุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ

หลังจากฟังเนื้อหาก็มีประเด็นที่เตรียมมามีส่วนสัมพันธ์กันนะครับ ซึ่งเดี๋ยวจะขอยกประเด็นที่ต่างขึ้นมา ประการแรกเลยคือ สถานการณ์การเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่าง และก็มีความขัดแย้งตามมาในขณะระยะเวลา 3-4 ปีนี้ เอาเข้าจริงที่ผลกระทบด้านกฎหมายและผลกระทบสถานการณ์สิทธิพลเมืองเน็ต มาจากสถานการณ์ทางการเมือง ที่พูดเรื่องสถานการณ์การเมืองก่อนเพราะว่า เรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่กฎหมายกลายเป็นเรื่องเครื่องมือของรัฐในการที่จะเข้ามาควบคุมสิทธิและเสรีภาพในเรื่องข้อมูลข่าวสาร

ผมว่าสองประเด็น ก็คือว่า หนึ่ง ก็คือการจำกัดการสื่อสารข้อมูลของประชาชนเองรวมทั้งควบคุมทิศทางการสื่อสาร ข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย เมื่อสักครู่เราอาจจะเน้นสื่อคอมพิวเตอร์มาก แต่หากเราเทียบที่คุณกานต์ได้เสนอไปแล้ว การเข้าถึงสื่อในรูปแบบต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมากเช่น ในประเทศไทยเรา สื่อวิทยุโทรทัศน์คนสามารถเข้าถึงมากกว่า 90 % ในขณะที่สื่ออินเทอร์เน็ต อยู่เพียงประมาณสิบกว่าล้านคนที่เข้าถึง ซึ่งก็ประเมินว่าน่าจะต่ำกว่านั้นอีกด้วย

ดังนั้นประเด็นที่น่าสนใจและทบทวนไปว่าทำไมการเมืองจึงนำไปสู่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ และย้อนกลับไปสมัย สนช ช่วงที่มี สนช การแก้ไขกฎหมายสื่อไม่ได้พูดถึงว่าการแก้ไขกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับเดียว แต่หมายถึงการแก้กฎหมายสื่อยกชุด ว่ากันตั้งแต่เรื่องกฎหมายคอมพิวเตอร์ จริง ๆ ว่าตั้งแต่กฎหมายประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ 2498 ที่มีการยกเลิกไปแล้วก็มีประกาศใช้ในปี 2551 อีกเป็นฉบับใหม่

แต่ที่คุณสุภิญญาได้ทิ้งท้ายไว้ ท้ายสุดก็ไม่ได้ยกเลิก พรบ วิทยุโทรคมนาคม 2498 ซึ่งเป็นเรื่องของการควบคุมเครื่องส่ง ฉบับนั้นก็ยังมีการบังคับใช้ ทำให้เกิดเรื่องคดีวิทยุชุมชนและกรณี 4-5 กรณีล่าสุดในช่วงที่ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน กฎหมายอื่นที่ประกาศตามมาก็มี พรบ.ภาพยนต์และวิดิทัศน์ ส่วนเรื่องกฎหมาย พรบ.การพิมพ์ที่เราบอกว่าดูเหมือนเป็นการปลดโซ่ตรวน สื่อมวลชนอาจจะดูเป็นการชนะในครั้งนี้ แต่จริง ๆ ที่ได้ผลกระทบจะเป็นประชาชนหรือไม่เพราะว่า ท้ายสุดคนที่จะเป็นผู้แบกรับคือคอลัมนิสต์ ที่พร้อมที่จะเสี่ยงและรับผิดชอบ ยกตัวอย่างกรณีที่โลตัสฟ้องคอลัมน์นิสต์ ซึ่งตัวผู้ประกอบการก็ลอยตัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรโดยตรง มีแต่คอลัมน์นิสต์เท่านั้นถ้าใคร กล้าที่จะเขียนหรือให้ข้อมูลต่าง ๆ ก็ต้องพร้อมที่จะท้าทายหรือพร้อมที่จะเผชิญการถูกฟ้องร้อง อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง

สิ่งที่ผมจะสรุปคือว่ากฎหมายสื่อที่มีการแก้ไขและเปลี่ยน วิทยุ และโทรทัศน์ยังอยู่ในมือของรัฐและเอกชนที่เข้าไปทำสัญญาและสัมปทานที่ผ่านมา ไม่มีองค์กรมากำกับดูแล การเกิดขึ้นของวิทยุใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุธุรกิจหรือวิทยุชุมชนก็ยังคงอยู่ในภาวะที่ไม่มีกฎหมายมา รองรับเพราะที่ถูกจับได้ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่แหลมคมที่สุดจนนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

ส่วนเว็บไซต์แม้ว่าจะมีคนใช้สิบล้านคนหรือว่าไม่มากนักหรือไม่กว้างขวางอย่างที่ คุณกานต์ว่าก็ตาม แต่มันเป็นตัวที่ถูกอธิบาย ถ้ายกตัวอย่างที่เสนอเมื่อครู่นี้ ถ้าบอกว่าพรรคการเมืองใช้เว็บไซต์ในการรณรงค์หาเสียงทางการเมือง หรือหาเสียงอะไรต่าง ๆ ไม่มากนัก แต่การที่เปิดประเด็นเรื่องการใช้สื่อสมัยใหม่กับสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นทีวี หรือหนังสือพิมพ์เองก็ตาม มีส่วนในการช่วยเผยแพร่ประเด็นไปสู่วาระต่าง ๆ ออกไปได้อีก

ดังนั้นมันไม่ได้มีพลังการสื่อสารจากด้วยตัวของมันเองทั้งหมดเลยที่เดียว สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญของวันนี้ผมว่าเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพเรื่องข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งแนวรบมันถูกการแก้กฎหมาย ซึ่งวิทยุโทรทัศน์ถูกควบคุมไว้ระดับหนึ่งแล้วผ่านการแก้ไขในรัฐธรรมนูญใน มาตรา 40 กลายเป็นมาตรา47 แล้วยังมีการยุบรวมองค์กรอันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้จะเรียกว่าเป็นการซื้อเวลา ในการที่จะให้องค์กรอิสระเข้ามาดูแลอีกก็เป็นได้

แต่อย่างที่ว่ากลับเข้าไปสู่โจทย์ที่ว่าประชาชนผู้ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตหรือ พลเมืองเน็ตเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก พรบ.คอมพิวเตอร์ ผมว่านี้เป็นประเด็นที่แตกต่างและก็น่าจะนำไปสู่ข้อเสนอ ที่หลาย ๆ ท่านเสนอว่าควรจะต้องมีการแก้ไข ก็มีความเห็นด้วยและคิดว่าเดี่ยวจะเสนอประสบการณ์บางอย่างที่มีการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นที่เห็นชัดเจนที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี 2550 ก่อนหน้านี้ที่คุณจีรนุชเห็นว่าควรจะต้องมีการแก้ไขมาตรา 14,15,16 ขณะนี้ถูกบทบัญญัตินี้กระทบกับตัวเอง ยังไม่รวมถึงที่หลายท่านที่ได้รับผลกระทบนี้ อันนี้ยังไม่ได้พูดถึงกระบวนการของรัฐที่โปร่งใส่หรือไม่อย่างไร ในอินเทอร์เน็ตแน่นอนว่าไม่ทราบว่ากฎหมายอินเทอร์เน็ตจะมีภัยกับตัวเอง อย่างไร หรือควรจะปฎิบัติตัวอย่างไร อันนี้ยังไม่นับรวมถึงประเด็นที่ว่าความชัดเจนของกฎหมายว่าครอบคุมความผิด มากน้อยขนาดไหน อะไรคือหมิ่นหรือไม่หมิ่นเกณฑ์ตัวนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน รวมถึงเรื่องความรุนแรงของโทษอันนี้ก็ยังไม่ได้ถกกันอย่างชัดเจน คือความคุมเครือที่เข้ามาควบคุมการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตได้

ผลที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาในส่วนของเด็ก เยาวชน ที่หลายส่วนมีการผลักดัน เคลื่อนไหวเรื่องของการสื่อสารสิทธิข้อมูลข่าวสาร สิ่งหนึ่งที่เขาพยายามเรียกร้องคือมุมมองต่อสื่ออินเทอร์เน็ต การเป็นพื้นที่ ที่กลายเป็นผู้ร้าย ที่ไม่ปลอดภัย มีความไม่มั่นคงอยู่สูงมาก

ดังนั้นการที่รัฐจะใช้อำนาจในการกำกับควบคุมจึงย่อมมีความชอบธรรม อย่างเช่น กรณีที่ รมว.ไอซีที ที่คนในอดีต เสนอว่าการแก้ไขเรื่องเหล่านี้เป็นห่วงเรื่องเนื้อหา แต่เรื่องกรณีหมิ่นเป็นประโยคท้าย ๆ ด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริงประเด็นที่ถูกจับใช้ก็เป็นเรื่องประเด็นหมิ่น ก็เลยมาถึงข้อเสนอที่ว่าให้มีการทบทวนข้อเสนอและแก้ไข พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ น่าจะเป็นโจทย์หนึ่งและมีการเคลื่อนไหว รณรงค์เรื่องนี้ให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยตรง

ซึ่งแน่นอนที่ทางโครงการที่อาจารย์จอนกำลังดำเนินการอยู่เป็นเรื่องที่ท้าทาย อย่างมากเนื่องจากโครงการที่จะรณรงค์ เรื่องการเสนอกฎหมายของประชาชนหรือทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านสื่อ อินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์โดยตรงและน่าจะได้ตอบรับโดยตรงจากผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตเองให้ความสนใจและร่วมเสนอได้มากกว่า ตัวอย่างการรณรงค์เรื่องการเสนอกฎหมายที่ผ่านมา ทางวิทยุชุมชนเองมีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายร่างกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งมาตรา 47 ระบุว่าจะต้องมีการยุบรวมองค์กร

ดังนั้นกฎหมายเรื่องของคลื่น พรบ.ในปี 2543 ย่อมต้องมีการปรับแก้ เมื่อมีการปรับแก้ก็มีความพยายามที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมายของภาคประชาชน ซึ่งเราก็มีหลักการหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนองค์ประกอบที่มีภาคประชาชนเข้าไปด้วย มีการตรวจสอบถ่วงดุล แต่ท้ายสุดการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่ผ่านมาก็ลงไปอยู่กับกลุ่มประชาชนในท้องถิ่นจริง ๆ ก็ได้มารายชื่อทั้งหมดประมาณ 4,300 กว่าคน แต่ก็ไม่ทันกับการเสนอกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เร่งรัดที่จะเสนอกฎหมายนี้ ผ่านสภาไปแล้ว แล้วก็ตั้งคณะกรรมาธิการประชุมกันไปแล้ว 4-5 ครั้ง วันที่ 30 ก็จะเป็นครั้งที่ 5 ที่มีการประชุมกฎหมายฉบับนี้เหมือนกัน ผมคิดว่าข้อเสนอเรื่องการรณรงค์การเสนอกฎหมายน่าจะมีความจำเป็นและพลักดัน ก่อน ซึ่งภาคประชาชน ก็มีอยู่ประมาณ 7-8 ฉบับ

สรุปเวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต (4) [กานต์ ยืนยง]

Wed, 2009-07-08 02:23

เวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต
วันที่ 29 เมษายน 2552
ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

วิทยากร กานต์ ยืนยง เครือข่ายพลเมืองเน็ต และ Siam intelligence Unit (SIU)

วันนี้ก็อยากจะพูดเน้นลงไปที่ พรบ.คอมพิวเตอร์ ที่ได้ศึกษามานิดหนึ่ง และก็อีกเรื่องคือที่สนใจก็คือ เรื่อง 112 แต่ตอนนี้สถานการณ์เรื่องค่อนข้างที่จะรุนแรง การที่จะไปแก้ไขอะไรตรงนี้ ผมคิดว่าต้องฝ่าไปอีกหลายด่าน เพราะว่าที่ผ่านมาว่าเราอาจจะพูดในเชิงที่กว้างในวันนี้ผม จะนำผลสำรวจที่ศึกษามา เริ่มจากประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จาก NECTEC บอกว่า ประมาณ 10 กว่าล้านคนในประเทศไทย ตัวเลขเหล่านี้เมื่อเทียบกับเราไปเทียบกับเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซีย ยังถือว่าน้อยอยู่ จริง ๆ แล้วที่ใครบอกว่าการโพสต์อะไรลงไปในอินเทอร์เน็ต ย่อมเกิดผลกระทบ อันนี้อย่าเพิ่งไปเชื่อนะครับเพราะว่า อัตราการเข้าถึงครัวเรือนในการใช้อินเทอร์เน็ต ผมคิดว่าอัตราผู้เข้าถึงหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ยังการเข้าถึงอยู่มากกว่าโดยเฉพาะโทรทัศน์ 4-5 ช่องของไทยเราประมาณ การเข้าถึงของประชากร 95 % ของประชากรทั้งหมด

คือถ้ามองเรื่องการควบคุม ถ้าผมเป็นรัฐก็เข้าไปควบคุมก่อน โดยเฉพาะหลัง ๆ นี้ที่มีปัญหามากขึ้นคือ เรื่องของเคเบิลทีวี ซึ่งมันมีการขยายตัวค่อนข้างเร็วช่วงหลัง ก็เป็นที่ผลทีว่าทำไมหลัง เอเอสทีวี ทีวีดีสเตชั่น เริ่มมีอิทธิพลกับสังคมไทยมากขึ้น อันนี้ก็เป็นพัฒนาการของสังคมไทยเอง ถ้าเป็นอินเทอร์เน็ตก็ถือว่ายัง โดยเฉพาะมาเลเซีย ผมก็ได้ไปคุยกับเขามาเขาบอกว่า ถ้าเมื่อไรก็ตามสังคมไทยมีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ สังคมไทยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะแน่ จากการใช้อินเทอร์เน็ต

มาที่การสำรวจด้วยออนไลน์จะต่าง ๆ ไปจากการสำรวจทางสัมมโนครัว ที่ผมเคยไปศึกษาอยู่ เขาจะสุ่มจากสัม มโนครัวแล้วก็ไปสัมภาษณ์ได้จริงเลย แต่ถ้าเป็นการสำรวจทางออนไลน์เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครจะตอบได้เมื่อไร จะต่างกันตรงนี้ เพราะอัตราความแปรปรวนจะต่างกันเยอะ แต่ข้อดีความรวดเร็วจะมีมากว่า ซึ่งปัจจุบันการสำรวจทางอินเทอร์เน็ตมีมากขึ้น อย่างการเมืองในอเมริกา ซึ่งถ้าจำนวนเยอะ ๆ ก็จะแม่นย้ำ สายทางธรุกิจก็นิยมใช้เหมือนกัน

วันนี้ผลสำรวจของเรา จากกลางเดือนมกราคม ถึงเมษายนนี้ ผล overview ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 970 กว่าคนจากเมื่อวานนี้ เว็บไซต์ที่ร่วมทำกิจกรรมก็มี เว็บประชาไท เอสไอยู เมลลิงค์ลิสต์ บล็อคต่าง ๆ แล้วก็ทวิสเตอร์ สัดส่วนผู้ใช้งานแบ่งตามอาชีพ เยอะสุดคือคนที่งานแล้วประมาณ 65% รองลงมาก็กำลังศึกษา เพศก็มีชายเยอะกว่าหญิง เพศหญิงประมาณหนึ่งไหนสี่ การเข้าถึงส่วนใหญ่จากที่บ้าน แล้วรองลงมาที่ทำงาน ใช้จากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนตัวเยอะสุด ทีนี้ถามความจำเป็นในเรื่องการใช้งานของอินเทอร์เน็ต ก็พบว่า 35% มีความจำเป็นใช้งานอินเทอร์เน็ตทีเรียกได้ว่าขาดไม่ได้เลย คำถามที่ว่ามีการใช้งานทางการเมืองมากแค่ไหน ก็ไม่พบว่ามากแต่ก็มีนัยสำคัญ แนวโน้มที่เป็นลักษณะเริ่มต้นใช้

ส่วนที่เป็นเรื่องพรรคการเมือง ตัวเลขที่น่าสนใจถ้าเป็นเรื่องมวลชน ชุมชน เริ่มให้ความสนใจในการใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่าพรรคการเมือง แต่ว่าถ้าไปดูแนวโน้มต่างประเทศผมคิดว่าเขาให้ความสำคัญเรื่องพรรคการเมือง มากกว่านี้เยอะ

คำถามที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความเข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เป็นคำถามให้กรอกตอบแบบสอบถามว่ามีคความเข้าใจมากน้อยเพียงใดแล้วก็มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งมากน้อยเพียงใด พบว่าร้อยละ 70 กว่าให้ความสำคัญการเข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพมากกว่าไม่เข้าใจ อันนี้ที่ผมถามเพราะว่าที่ผมเคยไปเรียนในชั้นเรียนเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่ อาจารย์ถามว่าพวกเราในห้อง(ที่กำลังศึกษา)คิดว่าตัวเองเป็น ไพร่ เป็นบ่าวหรือ เป็นราษฎร์ เป็นประชาชน หรือเป็นพลเมือง เป็นคำถามที่ผมต้องมานั่งคิดว่าจริง ๆ แล้วผมเป็นอะไร คือความแตกต่างมันคือการตระหนักเรื่องสิทธิความเป็นพลเมือง ยิ่งตระหนักมากเท่าไร ความเป็นพลเมืองมากเท่านั้น อันนี้เราเป็นการเอาไว้ให้ประเมินในแบบสอบถาม

ข้อคำถามการประเมินในเรื่องการรองรับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไทยของรัฐไทยพบ มากที่สุด บอกว่าการไม่ค่อยรองรับเรื่องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมากกว่ารองรับมาก ที่สุด และปัญหามาจากการไม่ตระหนักในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชนและ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเอง

การอ่านกฎ ข้อตกลงของการใช้เน็ต ส่วนใหญ่ตอบว่าอ่านคราว ๆ และเรื่องนโยบายความเป็นส่วนตัวของการใช้เว็บไซต์ ลักษณะคล้ายกันกับการอ่านกฎ ข้อตกลง

คำถามในเรื่องการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต ตอบว่าควรจะควบคุมน้อยที่สุด และถามว่าทราบว่ามี พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ไหม มากสุดตอบว่าไม่ทราบว่ามีมากที่สุด รองลงมาทราบว่ามีแต่ไม่เคยอ่าน

การประเมินผลกระทบ พรบ.นี้ทั้งด้านบวกและลบ ส่วนใหญ่รู้สึกว่าไม่มีผลกระทบด้านบวกเยอะว่าด้านลบ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ไม่พอใจการตัวกฎหมายและการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่

สรุปคำถามเรื่องตัวกฎหมายและการปฎิบัติงานเจ้าหน้าที่ และการปิดกั้นเว็บไซต์ พบว่ามีความไม่พอใจมาก และไม่อยากให้ปิดกั้นเว็บในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

กระทรวงไอซีเองก็ออกมาประกาศว่าจะเป็นคนแฮกเกอร์เอง ซึ่งก็ผิดกฎหมาย พรบ.คอมพ์นี้เอง เดี่ยวผมจะชี้ให้เห็นว่าผิดมาตรา ไหน สำหรับกรณีการเก็บข้อมูล 90 วันของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และเรื่องปัญหาของการปิดกั้นเว็บไซต์ มันทำได้แค่ไหน ผมได้เข้าร่วมเสวนาราชดำเนินเสวนาและได้แลกเปลี่ยนถึงเรื่อง ความเป็นไปได้การปิดเว็บไซต์เป็นไปได้มากแค่ไหน ผมบอกได้เลย แทบจะไม่ได้เลย ไม่สามารถปิดกั้นได้ เพราะเหตุผลหนึ่งปริมาณเนื้อหาของเน็ตเพิ่มขึ้นทุกวัน อันที่สองถ้ามีการปิดการก็สามารถดูผ่าน proxy ได้ ถ้าปิดกั้น proxy ขึ้นอีก ก็สามารถใช้ Tor ได้ ยิ่งไปกว่านั้นถ้ายิ่งปิดกั้นมาเท่าไหร่ ยิ่งจะมีคนเผยแพร่มากเท่านั้น นี่เป็นคำถามว่าความเป็นไปได้ของการปิดกั้นมันเป็นไปได้แค่ไหน ตัวอย่างสมมุติว่าอาจารย์ใจประกาศแถลงการณ์แดงสยาม และถูกปิดกั้นผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ คนก็จะยิ่งเข้าไปหากันใหญ่ และก็สำเนากระจายในเน็ตก็จะยิ่งแพร่กระจาย ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงได้อ่านแถลงการณ์ของอาจารย์ใจในเน็ต นี้เป็นคำถามในเชิงการปิดกั้นเชิงเทคนิคเป็นไปแทบไม่ได้

ความพยายามในการผลักดัน พ.ร.บ.นี้ เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 คุณสิทธิชัย โภไคยอุดม โดยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีขณะนั้น ที่บอกได้ชัดเจนว่าสาเหตุที่เขาเร่งออกกฎหมายนี้ก็เป็นเพราะว่ามาจากการร้องเรียนจากสาธารณะ เรื่องลามก ศิลปวัฒนธรรม การล้วงข้อมูลลับทางคอมพิวเตอร์ แต่ไม่มีกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะเว็บไซต์ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

แต่ถ้าจำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเว็บไซต์มหาลัยเที่ยงคืน ได้ออกมาโพสต์แถลงการณ์ต่อคณะ คมช. เป็นเรื่องเป็นราวและก็ได้ถูกปิดเว็บ และก็ได้ร้องเรียนคุณไปปิดได้อย่างไร มันไม่มีกฎหมาย คุณสิทธิชัยเองก็รีบทำออกมาเพื่อให้มันถูกกฎหมาย แล้วในช่วงการแปรญัตติ มีอยู่มาตราหนึ่งที่ผมขำมาก คือ มาตราที่ 15 ที่บอกว่า การดัดแปลงภาพต่าง ๆ ก็มีความผิด ก็กำลังถกเถียงเรื่องการระวางโทษ คุณคำนูน ตอนนั้นก็เป็นคณะกรรมการก็เป็นคนทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนได้เป็นอย่างยิ่ง ก็บอกว่า อย่างหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ โดยเฉพาะในส่วนผู้จัดกวนมักตัดต่อภาพล้อเลียนนักการเมือง เพราะฉะนั้นอาจจะผิดไปด้วย

นั่นคือ เราไม่ควรมีมาตรานี้ คือทุกคน มองเป็นผลประโยชน์ของตัวเองหมด แต่จริง ๆ ก็อย่าลืมว่ามาตรานี้มันเกิดขึ้นใน สนช. คือการที่คุณจะไปคิดแทนประชาชนเป็นเรื่องที่ยาก นี้คือข้อสังเกตุของผม ฉะนั้นคนก็จะปกป้องในส่วนที่มีผลกระทบต่อตัวเองทั้งนั้น อันนี้มีในบันทึกในการประชุม ถัดมานี่ก็เป็นรูปของคุณสุวิชา ท่าค้อ เอามาจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง เป็นช่วงที่เขาฟังคำตัดสินและมีความผิดรายแรกของคดีความผิดทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกลงโทษทางอาญาจำคุกถึง 10 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งจริง ๆ เป็นความผิดสองชุดมาตรา ชุดแรก คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16

เรียกได้ว่าเป็นความผิดสองกระทง ความผิดชุดละสิบปีสองชุดเป็น 20 ปีและก็ได้ลดโทษให้ครึ่งหนึ่งที่จำเลยรับสารภาพ เหลือ 10 ปี คือคุณสุวิชาจะโชคดีมากที่ถ้าเกิดเขาไม่ไปทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ แล้วไปทำความผิดเหมือนกับคุณดาที่ท้องสนามหลวง อย่างสมมุติว่าเขาให้ 10 ปี ลดโทษครึ่งหนึ่งเหลือ 5 ปี แต่เผอิญไปอยู่ในคอมพิวเตอร์คนเลยโดนสองเด้ง ก็ไม่เขาใจเหมือนกันนะว่ามันร้ายแรงมากกว่าแค่ไหน อย่างที่บอกอัตราการแพร่กระจายของสื่อคอมพิวเตอร์ปัจจุบันที่ไม่มากเท่ากับสื่อปัจ จุบัน แต่เป็นสื่อที่มาช่วยแพร่กระจายเท่านั้นเอง ตอนนี้ครอบครัวทางคุณสุวิชาก็มีปัญหาอยู่ เพราะว่าคุณสุวิชาเป็นคนหลักหาเลี้ยงครอบครัว

คุณอภิสิทธิ์ก็เป็นคนบอกเองว่า มันมีความผิดพลาดเชิงนโยบาย ซึ่งคุณอภิสิทธิ์บอกว่าไม่มีนโยบายในการใช้ พรบ.คอมพ์ อันนี้ผมอาจจะคอนเฟิร์ม อาจารย์จอนนิดหนึ่งว่าลึก ๆมองในแง่ดีต่อรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ แต่ผมก็จะยังไม่ทั้งหมดหรอกเพราะยังมีปัญหาในแง่การปฎิบัติอยู่

กระทรวงไอซีทีกำลังเตรียมโครงการแฮกแอนด์แคร็ก (Hack and Crack) โดยเฉพาะถ้าพบเว็บไซต์ร้ายแรงโดยเฉพาะการหมิ่นเบื้องสูง ก็จะเข้าไปแก้ไขข้อมูล ลบข้อมูลนั้นทิ้งหรือว่าทำให้มันใช้งานไม่ได้เลย ผมจะบอกว่าจริง ๆการกระทำแบบนี้มันผิดกฎหมายเอง พรบ.คอมพ์มาตรา 9 ที่ว่าผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลายแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยมิชอบต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับก็ไม่มีใครไปฟ้องกระทรวงไอซีที ก็เป็นเรื่องขำอีกอันหนึ่ง

ส่วนคดีสุวิชานี้ก็อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายอยู่ ก็มีคุณฟิน ในเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันก็ไปโพสต์ข้อมูลหมิ่นฯ ซึ่งก็ถูกหมายเรียกจากตำรวจ ในรายละเอียดเดียวผมจะเล่าให้ฟังอีกทีหนึ่ง ถัดมาก็คือคนผู้ใช้ล็อคอินว่า ครอบครัวมาเฟีย ก็อยู่ในเว็บไซต์พันทิป ที่วิจารณ์ร้านภูฟ้าก็โดนฟ้องร้องไป และก็ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นบั๊ปฟาโลบอยที่ในเว็บไซต์ประชาไทก็ถูกฟ้องร้อง ซึ่งได้ประกันตัวไปด้วยจำนวนเงินสองล้านบาท แล้วก็มีกรณีประชาไท ซึ่งจริง ๆ เว็บไซต์ประชาไทก็ลบข้อมูลนี้ออกไปแล้วและยังโดนดำเนินคดีอยู่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นกรณีเดียวกันกับเว็บ 212cafe ซึ่งผู้ให้บริการพื้นที่ที่ถูกนำไปใช้ในการโพสต์รูปภาพส่วนตัวของสุภาพสตรีท่านหนึ่ง แล้วไม่ได้ลบออกในช่วงเวลา ที่ตำรวจเห็น แล้วอีกอันก็คือพระยาพิชัยที่ถูกตำรวจบุกจู่โจมเข้าไปคาที่พัก นำตัวไปสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ สืบสวนแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง คดีนี้ก็อยู่ในกระบวนการ ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรแล้ว อันนี้ก็เป็นตัวอย่างคดีที่ยกมา

จริง ๆ ก็มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่บ้างนะครับ ผมคิดว่ามันมีความผิดพลาดของกฎหมายนี้อยู่บ้าง ซึ่งเห็นว่าควรเสนอแก้ไข กฎหมาย พรบ.คอมพ์นี้ส่วนใหญ่อ้างอิงมาจากยุโรป มาตราต่อมาตราเลยบ้างข้อ ซึ่งจะมีอยู่สององค์ประกอบคือการกระทำความผิดต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ กับอีกอันคือการนำคอมพิวเตอร์ไปทำความผิด การโพสต์ข้อมูลเหล่านี้ โพสต์หมิ่นคนอื่น ของเราก็ไปเน้นการทำคดีส่วนที่เป็นความผิดอันหลังนี้ ส่วนในเรื่องการ Hack and Crack นี้ยังไม่เห็น อาจจะฟ้องหรือไม่ฟ้องไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะไม่ปรากฎอยู่ในข่าว

อย่างการฟ้องหมิ่นประมาท จริง ๆแล้วก็มีกฎหมายมารองรับอยู่แล้ว อย่างคดีที่คุณสุวิชา ต้องรับโทษสองกระทง สองกฎหมายเลย ซึ่งก็เป็นปัญหาสองชั้นเลย ในยุโรปนี้เขาจริง ๆแล้วเน้นในเรื่องของ chlid pornography มากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าจะห้ามในเรื่องของเนื้อหาที่จะมีความผิดทางกฎหมายในการเผยแพร่ แต่ของเราใช้แพร่หลายมากกว่านั้น ในเรื่องการควบคุม

อันที่สองคือเป็นไปได้หรือไม่ว่าเราจะแยกเรื่องที่เป็นเนื้อหา (content) แยก ออกมาจากกฎหมายฉบับนี้ ที่มากกว่านั้น พูดง่าย ๆ คือ กฎหมายฉบับนี้แทนที่จะให้มีความผิด จากตัวกฎหมาย หรืออาจจะให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจในการสืบสาวค้นหาด้วยตัวกฎหมายอื่น ๆ ที่รองรับอยู่แล้ว ในการจัดการกับคนที่ทำความผิดในตัวเนื้อหาตัวนั้นแทน

อันที่สามจริง ๆ แล้วกฎหมายคอมพิวเตอร์ฯ นี้มีด้วยกัน 6 ฉบับ เท่าที่ผมจำได้ก็มี E-Commerce กฎหมายเรื่อง พรบ.คอมพ์ฉบับนี้ กฎหมายเรื่องลายเซ็นต์อิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เท่าที่ทราบที่ยกร่างไปแล้วคือ E-Commerce และก็ พ.ร.บ.computer crime law ยกร่างผ่านไปโดยไม่มีร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาถ่วงดุลด้วย ซึ่งต่างจากในอเมริกาและยุโรปที่จะต้องมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิ่งที่ คุณจีรนุชโดนก็คือการสำเนาข้อมูลฮาร์ดดิสในคอมพิวเตอร์ไปใช้ ซึ่งเราก็ไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่าถูกนำไปใช้อย่างไร ทางเจ้าหน้าที่ก็ดีนะ เขาก็อ้างว่าถ้านำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดถ้าถือว่าทำผิดตามกฎหมายเหมือนกัน จะต้องถูกลงโทษทางความผิดไม่ทราบว่าจริงหรือเปล่า ซึ่งคุณอาทิตย์บอกว่าได้รับโทษน้อยกว่าบุคคลทั่วไปครึ่งหนึ่ง ผมเห็นว่าทางที่เป็นไปได้ น่าจะพลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิขึ้นมาประกอบได้ด้วยและถ่วงดุล อีกอันหนึ่งก็เป็นเรื่องการทำสำเนาข้อมูล ที่ภาระหน้าที่ตกอยู่ฝั่งของเอกชนซึ่งก็เป็นปัญหาอยู่ เราจะแก้ไขอย่างไรที่ปัญหามีอยู่เยอะก็คือการใช้งานคอมพิวเตอร์สาธารณะ ที่เจ้าหน้าที่เอง ก็ยอมรับเหมือนกันว่าที่อาจไม่ต้องลงทะเบียนที่ต้องสำเนาบัตรประชาชน แต่อาจจะใช้การลงทะเบียนในสมุดโดยกรอกเลขบัตรประชาชน ซึ่งผมคิดว่าในแง่การตรวจสอบทำได้ยาก และอีกเรื่องอย่างที่ได้บอกไป คือเรื่องการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่อาจทำได้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันมีที่ทางหลีกเลี่ยงได้

ตัวอย่างของการผลักดันกฎหมายจากภาคประชาชนก็เกิดขึ้นแล้ว 3 ฉบับเป็นอย่างต่ำ อันแรกนโยบายการประกันสุขภาพ แต่ว่าในช่วงผลักดันรัฐบาลเป็นให้เป็นเรื่องสามสิบบาทรักษาทุกโรคและก็หยุด ไปแล้ว อันที่สองก็คือหนังสือร่างจัดทำสัญญาระหว่างประเทศก็ตกไปแล้วที่เห็นก็ไปขอ ความเห็นจากสภาอยู่เรื่อย ที่เห็นก็คือกลุ่ม FTA WATCH เป็น คนเริ่ม แล้วอันที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาคือองค์กรอิสระผู้บริโภค ก็เป็นตัวอย่างที่เป็นไปทางที่ภาคประชาชนผลักดันและมีทางเป็นไปได้

ผมก็ขอเชิญชวนครับอาจจะเป็น iLaw ของอาจารย์จอนเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขนะครับ ใช้กฎหมายนี้แหละ ลองเลย อันแรกขั้นตอนมีอะไรบ้างผมก็พยายามรวบรวมมา ต้องหาเจ้าภาพที่จะจัดทำร่างแก้ไข และขอความเห็นและแก้ไขร่างจากสาธารณชน จากนั้นก็ทำร่างแก้ไขและขอความเห็นหรือประชาพิจารณ์ หรือการล่ารายชื่อให้ครบหนึ่งหมื่นคนผ่านอินเทอร์เน็ต ผมว่าด้วยสถานการณ์การเมืองขณะนี้ผมว่ามันเป็นไปได้สูง จากนั้นก็ตรวจสอบรายถือว่าถูกต้องชัดเจนตามกฎเกณฑ์ เงื่อนไข ตามกฎหมาย และสุดท้ายก็นำเสนอให้รัฐสภาพิจารณา ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแปรญัตติ โดยที่คณะกรรมการนั้นอาจจะมีภาคประชาชนด้วยที่ยื่นเข้าไปไม่น้อยกว่าหนึ่งใน สามก็แปรญัตติ

อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำเสนอ และก็ปัญหาทางออก ที่คิดว่าน่าจะทำได้ก็ขออนุญาตการนำเสนอแค่นี้ครับ

สรุปเวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต (3) [จอน อึ๊งภากรณ์]

Wed, 2009-07-08 01:56

เวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต
วันที่ 29 เมษายน 2552
ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

วิทยากร จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

ในประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีกฎหมายไหนที่ห้ามการแพร่กระจายของความคิด หรือการแสดงความคิดเห็นได้อย่างยาวนาน แม้จะมีเรื่องของการปราบปรามและกดขี่คนที่มีความคิดที่ต่างจากบรรทัดฐานของสังคม (norm) มายาวนาน เช่น การกดขี่ทางศาสนา แต่ก็พบว่า การปราบปรามการกดขี่ไม่เคยสามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายของความคิดได้ ข้อนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่ผู้นำประเทศน่าจะสรุปได้ แต่ก็ไม่เคยสรุปได้

ถ้าเรามองความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างแต่ละฝ่ายในขณะนี้ จริง ๆ แล้ว ผู้นำของแต่ละฝ่ายฝ่ายก็คือผู้กดขี่ประชาชน

ตัวอย่างเช่น พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเกิดขึ้นมาในสมัยรัฐบาลทักษิณ ผมก็เป็นเสียงส่วนน้อยในวุฒิสภาที่คัดค้านถึงที่สุดแต่ไม่สำเร็จ คัดค้านถึงขนาดที่เราไปร้องเรียน เราสู้ในสภาไม่ได้ จึงไปร้องเรียนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินในรัฐสภาให้ช่วยส่งเรื่องไปที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่ยอมส่งเรื่องไป ถามที่ไรท่านก็บอกว่ากำลังให้ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายศึกษาเรื่องเหล่านี้อยู่ ทักษิณคิดว่า พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินจะแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ได้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ต่อมานายกฯ อภิสิทธิ์ก็เอากฎหมายฉบับนี้มาใช้กับเสื้อแดง

ฉะนั้น เมื่อประชาชนถูกเอามาใช้สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน บางทีประชาชนต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะว่าอะไร... ผมเดาว่าตอนนี้กำลังเกิดเหตุการณ์ประนีประนอมกันอยู่ แต่เป็นการประนีประนอมเบื้องบน แล้วผลเสียจะตกอยู่ที่ใคร ก็คือประชาชน ก็จะต้องคิดอีกว่า ประชาชนจะมีส่วนร่วมในเรื่องนั้นแค่ไหน การประนีประนอมนั้นจะนำไปสู่การมีสิทธิเสรีภาพ และความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือเปล่า นี่เป็นเรื่องแรกที่อยากจะตั้งข้อสังเกตุ

ข้อสังเกตุข้อที่สอง คุณสุภิญญาพูดไปแล้ว คือ การจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยรัฐบาล คือ เรามีกฎอัยการศึกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพมาก เป็นกฎหมายที่ยกอำนาจให้ฝ่ายทหารควบคุมประชาชน ขณะเดียวกันก็ตัดเสรีภาพของประชาชนที่มีตามกฎหมายทั่วไป

จากนั้น รัฐบาลทักษิณก็มีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่ทำได้สำเร็จก็คือการออกพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับถัดมาคือ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เอามาปราบการก่อการร้าย จริงๆ คุณอภิสิทธิ์จะเอาไปใช้แบนเสื้อแดงก็ได้ แต่เขาคงไม่กล้าหรอก

ถัดมา หลังรัฐบาลทักษิณ ก็คือรัฐบาลที่มาจาก คมช. อันนี้ก็น่าแปลกที่เขาเข้ามาก็มาตั้งสภานิติบัญญัติแต่ไม่มีสภาถ่วงดุล และก็มีกลุ่มเอ็นจีโอไปเข้าร่วม และไปช่วยเขาออกพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

ผมก็มีเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ในสภาแห่งนี้ แต่ขอไม่เอ่ยนาม ได้โทรไปถามว่า ทำไมถึงปล่อยให้กฎหมายคอมพิวเตอร์ผ่านออกมา ท่านก็บอกว่า "ไม่ค่อยมีเวลาไปประชุมเท่าไร" แล้วก็ถามว่า "ผมจะต้องทำอะไร" ผมก็บอกไปว่า ก็แปรญัตติสิ เขาก็ถามกลับมาว่า "แปรญัตติเขาทำกันอย่างไร"

นี่เป็นความจริงที่เขาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการออกกฎหมาย ตั้งแต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถึงพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่ถ้าพูดถึงการใช้กฎหมายในประเทศไทย เราไม่มีความเสมอภาคในการใช้กฎหมายแบบนิติรัฐ

ผมไปสัมมนากับสมาคมนักข่าวต่างประเทศ เขาพูดถึงประวัติศาสตร์ทั่วไปว่า ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นหลังประชาธิปไตยแบบนิติรัฐ Rule of law ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ว่า ประชาชนต้องปฎิบัติตามกฎของรัฐอย่างรู้จักหรือยอมรับผิดเมื่อทำผิดกฎหมาย แต่ในทางกฎหมาย ต้องเอามาปฎิบัติอย่างเท่าเทียมด้วย ไม่ใช่เอามาเลือกปฎิบัติ

ในสังคมไทย มีการใช้กฎหมายแบบเลือกปฎิบัติมาตลอด โดยผู้มีอำนาจก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ในสมัยทักษิณมีกฎหมายหนึ่งที่ตกไปคือร่างพ.ร.บ.ทางหลวง คือกฎหมายนี้มีบทแทรกเข้าไป เรียกว่าสอดไส้อยู่หนึ่งมาตราเดียว บอกว่า ห้ามการชุมนุมในเขตทางหลวง ไม่ว่าจะเป็นถนน ทางเท้า ทางหลวงก็คือทุกถนนของประเทศไทย แม้กระทั่งหน้ารัฐสภาก็ไม่ได้

ผมก็ถามพรรคไทยรักไทยว่า แล้วจะให้ไปชุมนุมที่ไหน เขาก็บอกว่าไปชุมนุมตามสวนสาธารณะต่างๆ ได้ นอกเขตทางหลวง ตอนนั้นได้ความร่วมมือจากคุณสาทิตย์ วงค์หนองเตย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และสมาชิกวุฒิสภาก็มาเซ็นต์ค้านแล้วเราส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตีความได้ว่ามาตรานี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ คำสั่งนี้ก็ตกไปโดยปริยาย นี่คือวิธีคิดแบบตื้นๆ ว่าออกกฎหมายนี้ในการแก้ปัญหาการชุมนุมได้

ที่จริง ตอนที่ทำเรื่องค้าน พ.ร.บ. นี้ ผมได้ไปพบกับเครือข่ายสมัชชาคนจนและเอากฎหมายนี้ไปอวดเขาว่า นี่น่ะ ผมค้านกฎหมายนี้ แล้วก็ภูมิใจมาก แต่สมัชชาคนจนก็บอกว่า "อาจารย์..จะทำหรือไม่ทำกฎหมายนี้หรืออย่างไร เราก็ชุมนุมอยู่นี่แหล่ะ เราไม่แคร์หรอก จะออกเป็นกฎหมายหรือไม่ออกเป็นกฎหมาย ความจริงก็เป็นแบบนี้ล่ะ"

จริงๆ โทษในกฎหมายอื่นแรงกว่าด้วยซ้ำไป กฎหมายจราจร กฎหมายอะไรๆ ก็มีโทษเต็มไปหมด คือเราชอบออกกฎหมายหลายชั้น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็เช่นเดียวกัน ตัวมันไม่เป็นปัญหา คือถ้าเอามาใช่ในการปราบปรามอาชญากรรม ผมก็เห็นด้วยว่าใช้ได้ แต่ที่เป็นปัญหาคือที่สอดไส้ ซึ่งมาจำกัดสิทธิและเสรีภาพด้วยสิ มาตราที่ผมคิดว่าเป็นปัญหา คือมาตราที่ 14,15,16 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

จริงๆ ควรจะบอกว่า คนที่โพสต์ข้อความที่มีความผิดทางอินเทอร์เน็ต ก็ต้องมีความรับผิดชอบไม่ต่างจากคนที่ไปพูดในเวทีสาธารณะ หรือเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ เช่น ถ้าหมิ่นประมาท ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายหมิ่นประมาท

กฎหมายหมิ่นประมาทนี้ เราก็ต้องทบทวนเช่นกัน กฎหมายหมิ่นประมาทบ้านเราเป็นคดีอาญา แต่ในต่างประเทศเป็นกฎหมายแพ่ง การหมิ่นประมาทใครก็ควรจะไปฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจาก คนที่หมิ่น ไม่จำเป็นต้องถึงกับเข้าคุก

ความเห็นของผมในเรื่องการปิดเว็บไซต์ จริงๆ ต้องบอกว่าประเทศไทยไม่มีประสิทธิภาพในการปิดเว็บไซต์เท่าไรนัก หากคุณอยากจะดูเว็บโป๊ที่เป็นคนไทย ดูได้ทั่วหมดโดยไม่ได้ถูกแบน คุณอยากจะอ่านแถลงการณ์อาจารย์ใจ คุณก็ค้นหาจาก google ก็เจออยู่โดยที่ไม่ถูกแบน คุณก็ดูได้อยู่ ผมว่าเว็บการเมืองที่ถูกปิดจริงๆ มีน้อยมาก ข้อมูลของ FACT ที่บอกว่าปิดเป็นหมื่นๆ ผมไม่ค่อยเชื่อ มันเป็นข้อมูลจากไอซีที ผมสงสัยว่ากระทรวงไอซีทีพูดเกินความจริงหรือเปล่า เกินความเป็นจริงที่ตัวเองปิด อาจเพราะว่าไอซีทีต้องทำอะไรให้ดูเหมือนว่ามีประสิทธิภาพ ซึ่งไอซีทีได้ประโยชน์ที่โฆษณาเกินความจริง คือเขาต้องทำให้เห็นจริง

แต่ปัญหาที่กำลังเกิดคือ ประชาชนกำลังโดนลูกหลงทั้งสองฝ่าย ทำไมคุณจีรนุช (เปรมชัยพร - ผอ.เว็๋บไซต์ประชาไท) ถูกจับ คุณจิตรา (คชเดช - อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) ถูกให้ออกจากงาน คุณสุวิชา (ท่าค้อ - ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ถูกจับ

กระสุนมันสาดไปโดนประชาชนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่คือข้อสังเกตของผม มันคือสัญลักษณ์บรรยากาศการเมืองที่ไม่เป็นปกติ และสงครามนั้นมีจริง ๆ

ขณะนี้ หัวข้อใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่อนไหวในสังคมไทย แล้วไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ตาม ก็จะบอกว่า เรากำลังปิดกั้นการหมิ่นสถาบันอย่างมีประสิทธิภาพ แต่จริง ๆ เขาก็ทำไม่ได้ เหมือนการที่ไปตั้งเรื่องจับไขหวัดนก ไข้หวัดหมู ก็ไปตั้งเครื่องทำเป็นว่าจับตรวจได้ เช่นที่ สนามบิน

ปัญหาคือ เราอยู่ในสงคราม จริงๆ แต่การปิดกั้นการแลกเปลี่ยนโต้เถียงโดยใช้กฎหมายหมิ่นฯ และ กฎหมายอื่นๆ มาปิดกั้น มันไม่สำเร็จหรอก ตามที่ผมมอง วิธีการที่จะทำให้ประเทศสงบได้ และก็เป็นวิธีที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ยั่งยืนด้วยก็คือ ทุกฝ่ายต้องยอมให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงๆ ไม่มีใครเอามาใช้เป็นเครื่องมือ และสถานภาพของสถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ในลักษณะที่ไม่สามารถมีข้อสงสัยได้ในเรื่องการเมือง เป็นการ normalise หรือทำให้สถานการณ์ปกติ

แล้วเราจะต้องแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ผมไม่ได้คิดว่าจะต้องยกเลิก เพราะสถาบันก็จำเป็นต้องมีสิ่งที่เป็นการปกป้อง ป้องกัน ในเรื่องการกล่าวร้าย กล่าวเท็จ แต่ว่าก็ต้องเป็นกลไกการดำเนินการที่ปกติ จะต้องไม่มีลูกหลงมาสู่การปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องแก้ไข

ผมคิดว่าในสังคมที่มีเสรีภาพจริง ๆ เราจะต้องลอกชั้นที่มีการปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพออก ความเห็นผมอาจจะไม่ตรงกับองค์กรสิทธิบางส่วน อย่างเรื่อง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ บางส่วนอาจเห็นว่า มีเนื้อหาที่ต้องแก้แต่ไม่จำเป็นต้องยกเลิก แต่ความคิดเห็นผมคือ สังคมประชาธิปไตยที่สงบสุขจริงๆ ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งนี้เลย ยิ่งไม่มียิ่งเป็นผลดี แล้วรัฐบาลต้องยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อแก้ไขปัญหาภาคใต้ เพราะมันจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การเข้ามาคุยกัน

ความจริงลึก ๆ นะ คนเกลียดรัฐบาลอภิสิทธ์เยอะ แต่ลึกๆ ผมอาจจะมีความเชื่อว่า เรามีความหวังอยู่ระดับหนึ่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ คนในรัฐบาลนี้มีหลายพวกซึ่งมีความเชื่อมั่นมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ต้องระวัง อย่างที่บอก ที่คนข้างบนไปแก้ก็ต้องระวังคนข้างล่าง เช่น การแก้รัฐธรรมนูญที่แก้โดยไม่ให้ภาคประชาชนมีส่วนสำคัญ อันนี้เป็นเรื่องที่เลวร้าย

อีกกรณีหนึ่งที่อยากจะพูดวันนี้ ที่คุณสนธิโจมตี ผมอยากจะเคลียร์เกี่ยวกับประชาไท ที่คุณจีรนุชถูกจับ ที่มีคำพูดว่า สมมุติคุณมีบ้านหลังหนึ่ง แล้วคุณก็ปล่อยให้โจรอยู่ในบ้านมาทำความผิด คุณก็ต้องรับผิดไปด้วยต่อโจรที่อยู่ในบ้าน แต่ผมคิดว่า การทำอย่างนี้กับเว็บไซต์ พูดอย่างนี้มันไม่ได้

เว็บไซต์มันเหมือนกับศูนย์การค้า ถ้าคุณบอกว่า ศูนย์การค้าพารากอน ถ้ามีใครถือยาเสพติดเข้าไป ต้องเอาเจ้าของเข้าคุกพร้อมคนที่ถือยาเสพติด... มันยุติธรรมไหม แต่คุณสนธิก็อวดต่อนะว่าในผู้จัดการ ไม่มีใครเขียนข้อความหมิ่นได้เลย ก็แหงล่ะ แม้แต่ข้อความที่จะเขียนด่าว่าคุณสนธิ ก็ไม่สามารถลอดเข้าไปอยู่ในเว็บผู้จัดการได้ ก็แน่นอนเขามีเงินจ้างคนหลายคนที่จะเข้าไปจัดการ ตรวจทุกคำพูดที่เข้าไปอยู่ในนั้น ซึ่งประชาไทไม่ได้เหมือนแบบผู้จัดการ

ฉะนั้นผมคิดว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ความเข้าใจผิดอยู่ตรงนี้ ผู้ที่ออก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจลักษณะเว็บสักเท่าไร คือไปให้เจ้าของเว็บไซต์ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่โพสต์ในเว็บ และไม่เข้าใจว่า เว็บเป็นสื่อภาคประชาชนที่มีพลัง และเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพการแสดงออก

ถ้าถามว่า ทำไมต้องมีการแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็ต้องบอกว่า มันต้องแก้ เพราะว่าสิ่งที่พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทำเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก ไม่ใช่เพียงจำกัดเสรีภาพของหนังสือพิมพ์หรือวิทยุ โทรทัศน์ซึ่งเป็นของปัจเจก แต่มันมาจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยโลกกำลังเกิดขึ้นเพราะพื้นฐานอินเทอร์เน็ตล่ะ

สรุปเวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต (2) [เมธา มาสขาว]

Wed, 2009-07-08 01:34

เวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต
วันที่ 29 เมษายน 2552
ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

ผู้ดำเนินรายการ เมธา มาสขาว

คุณสุภิญาก็ได้พูดเสนอได้อย่างลงตัวชัดเจน รวมถึงข้อเสนอทางออก หลายเรื่องได้โยงคำถามมายังนักสิทธิมนุษยชนหลายคำถาม ก็หันมามองว่ามีใครบ้าง หรือแม้ว่าผม ผมลืมแนะนำตัวครับ ผมเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ก็รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการในวันนี้และเพื่อเป็นการประมวลผลและก็อาจจะ เป็นกระบวนการการทำงานในอนาคตในเรื่องของสิทธิของพลเมืองเน็ต จะมีคุณอังคนา นีละไพจิตร ตามมาอีกท่าน

แต่ว่าโดยรวมแล้วเราก็เห็นว่า ถ้าภาคประชาชนไทยนอกจากต้องการคนที่ต้องการต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้อื่น หรือแม้กระทั่งต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของตนเองก็สำคัญ จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือถ้าคนไทยหลาย ๆคน มีความกระตื้อรื้อล้นก็จะทำให้ทางออกของสังคมไทยแก้ไม่ยากนะครับ

หลายเรื่องที่คุณสุภิญญาพูดก็อาจจะเป็นปัญหาที่ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว หันไปย้อนดูกฎหมายที่ละเมิดสิทธิ จริงแล้วช่วงก่อนที่รัฐประหารด้วยซ้ำ กรรมการปฎิรูปกฎหมายก็พยายามรื้อออกมาก็มี 600-700 กว่าฉบับ จริง ๆ แล้วที่มันละเมิดอยู่และไม่ได้แก้ไขตามรัฐธรรมนูญ 2540 ในอดีต จริง ๆ แล้วเรื่องที่เราคุยกันเนื้อหาหลักอยู่ที่การตีความ การอ้างความมั่นคงรัฐในการใช้กฎหมายต่าง ๆ นั้นไปคาบเกี่ยวการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

คุณสุภิญญาได้พูดถึงกฎหมายคอมพิวเตอร์ ที่โลกเปลี่ยนแต่ปัญหายังไม่เปลี่ยน ซึ่งก็น่าคิดต่อว่ากฎหมายคอมพิวเตอร์อาจจะเน้นสองส่วนหลัก คือ ความผิดที่การเกิดอาชญากรรมโดยการใช้คอมพิวเตอร์โดยตรงหรือการที่ใช้ คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่การละเมิด

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพทางความคิดเห็น ซึ่งก็ไปพ่วงอีกกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั่วไป ผมเคยได้คุยกับนักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องสังคมที่เป็นอารยะ กฎหมายที่เป็นการหมิ่นประมาท ไม่จำเป็นต้องมีด้วยซ้ำ การที่เป็นเรื่องหมิ่นประมาท สังคมที่มีวุฒิภาวะแล้วตระหนักรู้แล้วก็คนที่เปิดประเด็นในการโจมตีผู้อื่น โดยไร้หลักฐานก็จะเป็นคนที่น่ารังเกียจของสังคมเอง

แต่ว่าสังคมไทยเองยังก้าวไปไม่ถึงด้วยซ้ำ แล้วก็ยังถูกกฎหมายเหล่านี้มากระทำอยู่เรื่อย ๆ อีกเรื่องหนึ่งก็คือความคุมเครือของการตีความเรามีกฎหมายอย่างน้อยมาช่วง หลัง ๆ มีสองฉบับที่เป็นกฎหมายเปลี่ยนรูปออกมาในรูปแบบการใช้อำนาจแบบเก่า คือกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ซึ่งครอบคุมถึง สิทธิทางความเห็น ความเชื่อทางการเมืองผ่านระบบทางอินเทอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์ด้วย อาจจะเปลี่ยนรูปมาจาก พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ด้วย

พ.ร.บ.ความมั่งคง ก็ชัดเจนว่าเป็นการพยายามรองรับอำนาจทางทหาร ในโลกโลกาภิวัตน์ ซึ่งสองกฎหมายที่ว่านี้ถูกนำมาในการจัดระเบียบใช้ในโลกยุคใหม่ ยุคโลกาภิวัตน์ที่ซับซ้อน และกฎหมายสองอันนี้ก็มีปัญหามาก ทางองค์กรสิทธิก็ออกเคลื่อนไหวในอดีตให้ยกเลิกหรือแก้ไข กฎหมายคอมพิวเตอร์ที่เป็นปัญหานี้ดูเหมือนว่ากำลังจะมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีกด้วยซ้ำ ซึ่งมีเนื้อหาทีรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่คุณสุภิญญา ก็ชวนพวกเราคุยว่าในแง่ของการกระทำความผิดฐานความผิดทางคอมพิวเตอร์ซึ่งมันรุนแรงกว่าการกระทำผิดทางอาญาโดยตรงกับบุคคล โทษที่มันหนักในกฎหมายนี้ 10–20 ปีอาจจะต้องมีการปรับปรุงในอนาคตอันนี้คือเบื้องต้นที่ อาจจะเป็นข้อเสนอหนึ่งในการที่จะคุยกันเพื่อรณรงค์ต่อ

ผมขอต่อไปที่ ท่านผู้มีประสบการณ์เคลื่อนไหวเรื่องนี้มาอย่างยาวนานด้วย เชิญ อ.จอน อึ้งภากรณ์ ต่อครับ ...