ข้อความ
พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
Fri, 2009-07-31 01:40พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 รองรับสิทธิการรับรู้หรือรับทราบข้อมูลข่าวสารของราชการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 58 ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความปลอดภัยของประชาชนหรือส่วนได้เสีย อันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ"
(2552.07.27) ข้อเสนอเครือข่ายพลเมืองเน็ตต่อการบังคับใช้กฎหมายกับคดีทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
Mon, 2009-07-27 21:5527 ก.ค. 2552 เครือข่ายพลเมืองเน็ตแถลงข้อเสนอต่อการบังคับใช้กฎหมายกับคดีทางคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ในงานสัมมนา "กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์: มุมมองจากสากลและหลักปฏิบัติ" ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ เพื่อเสนอต่อประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต สังคม สื่อสารมวลชน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
มีสาระสำคัญคือ
- เจ้าหน้าที่ควรพยายามจับกุมผู้กระทำผิด มิใช่จับกุมตัวกลาง (intermediaries) หรือ “ผู้ให้บริการ” การควบคุมตัวกลางจะส่งผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ มากมายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งยิ่งจะทำให้การจับกุมผู้กระทำความผิดยุ่งยากลำบากมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อสาธารณะ
- ผู้ต้องหาจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้บริสุทธิ์ ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ การยึด อายัด และทำสำเนา อุปกรณ์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะใช้ข้อกล่าวหาตามกฎหมายฉบับใด (อาญา หมิ่นประมาท อนาจาร ลิขสิทธิ์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) โดยยึดอายัดทำสำเนาเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และคำนึงถึงสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ การติดต่อใด ๆ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร
- การดูแลต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่นึกกลัวหรืออนุมานไปเอง สังคมควรมีทัศนคติต่อพื้นที่ออนไลน์ เกมคอมพิวเตอร์ และร้านอินเทอร์เน็ต ว่าเป็นดังเช่นกิจกรรมและพื้นที่ทั่วไปในสังคม ซึ่งมีความปลอดภัยมากน้อยปะปน การรวบรัดสรุปว่าอินเทอร์เน็ตหรือเกมคอมพิวเตอร์เป็นต้นเหตุของทุกปัญหา ตัดโอกาสค้นหาสาเหตุที่แท้จริงร่วมกัน แก้ปัญหาให้ตรงจุดไม่ได้
พร้อมกันนี้ได้เชิญชวนประชาชน รัฐ เอกชน ร่วมแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เดิม และเสนอกฎหมายใหม่ ที่จำเป็นต่อสิทธิเสรีภาพในสังคมข้อมูลข่าวสาร อาทิ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยทางเครือข่ายพลเมืองเน็ตยินดีจะประสานผ่าน โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ต่อไป
สรุปเวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต (6) [อังคณา นีละไพจิตร]
Wed, 2009-07-08 07:02เวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต
วันที่ 29 เมษายน 2552
ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
วิทยากร อังคณา นีละไพจิตร
หลายท่านก็พูดไปแล้วในหลายประเด็น ดิฉันข้อเสนอในประเด็นที่ดิฉันห่วงใย ในเรื่องนี้ก็ คือว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อสำคัญสิ่งหนึ่งที่ให้ความรู้แก่ประชาชน ลองสังเกตุว่าที่ไหนก็ตามที่โทรศัพท์เข้าถึงชาวบ้านก็อยากจะมีคอมพิวเตอร์ อยากจะมีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้ อีกอย่างหนึ่งที่กฎหมายไม่ควรไปรังแกคนเล็กคนน้อย ดิฉันเคยเห็นเยาวชนบางคนด้วยความทะลึ่งอะไรก็แล้วแต่โพสต์ข้อความที่ไม่ สุภาพหรืออะไรต่อมิอะไรเข้ามาและเด็กพวกนี้แหล่ะต้องตกเป็นเหยื่อที่ตัวเอง ไม่รู้ตัว ในส่วนของที่จะต้องการจัดสรรผลประโยชน์ ดิฉันให้ความสำคัญในเรื่องคุ้มครองคนเล็กคนน้อยมากกว่า ก็คือกฎหมายต้องไม่รังแกใคร
จริง ๆ แล้วดิฉันคิดว่าในวันนี้ประชาชนอยู่กันลำบาก การถูกแบ่งให้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว จริง ๆ ดิฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าแบ่งฝ่าย เพียงแต่รู้สึกว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลนี้มันสบายกว่ารัฐบาลที่ผ่านมายังไงก็ไม่ รู้ เพราะตัวฉันเองถูกดุน้อยกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาก็เลยรู้สึกว่าตัวเองพูดได้มาก ขึ้นกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เดินไปไหนแล้วรู้สึกปลอดภัยขึ้น ในขณที่บางท่านอาจจะรู้สึกว่าอยู่รัฐบาลนี้มันแย่กว่าหรือว่าอะไรมันก็เป็นความต่างทางความคิดเห็น
ดิฉันเองก็มองว่า รัฐบาลที่มองเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งหรืออะไรก็มตามแต่ ความรุนแรง และนำไปสู่การแบ่งฝ่าย จริง ๆ ก็มองว่ารัฐบาลนี้มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งหน่วยงานความมั่นคงมากแค่ไหน รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลพลเรือน ซึ่งเป็นอิสระแค่ไหน ถึงแม้ว่าประชาชนให้ความสนับสนุน
แต่ถ้าหากหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้สนับสนุน รัฐบาลนี้จะสามารถทำงานได้ไหม แล้วถ้าหน่วยความมั่นคงที่ทำงานอยู่ แล้วประชาชนที่ขัดกับหน่วยงานความมั่นคงนั้น ประชาชนที่อาจจะถูกรังแก ขณะที่รัฐบาลอาจจะละเลย ใส่ใจน้อยไปไหมกับทุกข์สุขประชาชน
ดิฉันยกตัวอย่างสองสามวันนี้ ที่คำถามต่อตัวเองว่า เหตุการณ์ภาคใต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นทุกวันนี้มันมีผลต่อเสถียรภาพรัฐ ต่อส่วนกลางไหม เมื่อรัฐส่วนกลางมีความไม่มั่นคงเท่าไร มันก็ไม่มีใครไปดูแลจัดการในภาคใต้ ก็เหมือนกับ กอ รมน.คือทหารเต็ม ๆ นั้นแหล่ะ ดิฉันก็สังเกตุช่วงสงกรานต์ที่มีการทะเลาะกันรุนแรง ภาคใต้เงียบ แต่พอกรุงเทพเบา ตรงนั้นก็เริ่ม
จริง ๆ ดิฉันก็มอง ประชาไท เป็นพื้นที่ที่กลุ่มคนเล็กกลุ่มน้อย ใช้ในการแสดงความคิดเห็นที่อิสระ ขณะเดียวกันที่ประชาไทถูกสั่งปิด ดิฉันมองว่าเป็นการต่อต้านรัฐประหารหรือเปล่าที่โดนสั่งปิด ประชาไทที่ถูกเพ่งเล็งมาตลอด ในขณะเดียวกันดิฉันเห็นเว็บของ กอรมน. คนที่โพสต์เข้ามามีแต่คำว่า ฆ่ามัน ฆ่ามัน เกี่ยวกับคนในสามจังหวัดภาคใต้ ก็เอ๊ะว่าทำไมไม่ถูกปิด ทำไมมีมีใครตรวจสอบ ตำรวจไม่ตรวจสอบ ว่าใครมาจากไหน รับจ้างโพสต์หรือเปล่า
ดิฉันเคยไปทำงานในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ที่ใช้กฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนชายขอบทางภาคเหนือ หรือภาคใต้ ก็เคยไปทำงานมาแล้ว สำนักงานที่ปัตตานี ก็ถูกกวนมาแล้ว ท่านก็บอกว่าใช้กฎอัยการศึกจะมาจับโจร มีคนมาแจ้งว่ามีผู้ก่อความไม่สงบเกิดขึ้น เอ๊ะมาจับโจรก็ไม่ว่าเป็นห้องแถวเล็กนิดเดียว ใช้เวลา สองชั่วโมงอยู่กับคอมพิวเตอร์สองเครื่อง หรือค้นคอมพิวเตอร์นั้นหมดแล้ว จะมาจับโจรรู้ว่าไม่มีโจรก็ควรจะกลับได้แล้ว แต่ว่ากลับมาดูข้อมูลในแลปท็อป จริง ๆ แล้ว กับคอมพิวเตอร์มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล แล้วดิฉันได้ทำหนังสือชี้แจงกับท่านนายกฯ
ไม่ว่าจะเป็นกฎอัยการศึก หรือ พรก.ฉุกเฉินอะไรก็แล้วแต่ท่านมีอำนาจตามกฎหมายที่จะตรวจค้นสถานที่ได้ แต่ท่านไม่สามารถจะตรวจค้นในข้อมูลส่วนตัวในแลปท็อป หรือคอมพิวเตอร์ดิฉันเองก็ตาม อย่างของเพื่อนแคนาดาที่ตั้งโต๊ะทำงานยังไงก็ไม่มีอำนาจเข้ามตรวจค้น พอมาตรวจค้นก็มาเจอคนทำงานด้านสิทธิบางที่ก็ไปเก็บข้อมูลชาวบ้านมาร้องเรียน แล้วทำเป็นไฟล์ข้อมูล แล้วท่านก็ทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาสิ เจอข้อมูลปิดเบือนอะไรต่าง ๆ
คือจริง ๆ ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว เราไม่มีโอกาสได้เข้าถึงข้อมูลจากฝ่ายรัฐ เพราะฉะนั้นการที่ การที่จะมากล่าวหาทำข้อมูลปิดเบือนดิฉันว่าใช้ไม่ได้ แล้วในฐานะหนึ่งที่ตอนนี้ดิฉันเป็นผู้เขียน รายงานประเทศไทยตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองสิทธิทางการเมืองที่ต้อง เสนอสหประชาชาติ ในฉบับที่สอง ดิฉันเองก็เก็บข้อมูลหลาย ๆ อย่างไว้ในคอมพิวเตอร์ที่สำนักงาน การที่ท่านมาทำแบบนี้ดิฉันว่าใช้ไม่ได้ การที่จะถูกต้องดิฉันว่าฟ้องศาล
แต่บางทีดิฉันว่าเจ้าหน้าที่ไม่รู้กฎหมายแต่ประชาชนอย่างเราไปฟ้องศาลมันเสียเวลา ที่นี้โยงมาถึงเรื่องของหน่วยงานความมั่นคง วันนี้ฉันมองว่าภายหลังปฏิวัติจนมาถึงวันนี้ ทหารก็ยังมีอำนาจมากหลาย ๆ เรื่อง
ไม่ว่าเมื่อวานเป็นครบรอบห้าปีคดีครือเซะ อัยการก็สั่งไม่ฟ้องคดีกรือเซะ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนก็ค้างคาใจ สหประชาชาติก็ตั้งคำถามมาว่าผู้กระทำผิดใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบมากแค่ไหน คือถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องดื้อ ๆ หลังที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายสามปี ว่าทหารระดับสูงมีอำนาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต ต้องถามว่าอัยการเป็นผู้มีอำนาจแล้วเรียกร้องการไม่ถูกแทรกแซง แล้วต้องถามว่าอย่างนี้ตัวเองถูกแทรกแซงหรือเปล่า ก็เลยทำให้หลาย ๆ ฝ่าย ที่ถูกมองว่าไม่สามารถทำงานได้กับฝ่ายทหาร ไม่เห็นด้วยกับทหาร ไม่เห็นด้วยกับหน่วยงานความมั่นคง ก็เหมือนจะอยู่อย่างไม่สบาย ถูกเพ่งเล็งหรืออะไรต่อมิอะไรมาโดยตลอด
ดิฉันไม่ทราบเหมือนกันที่คุณกานต์พูดถึงการที่ สนช.กดดันต่อผู้ประกอบการยังไง ที่เป็นเรื่องของ พรบ.คอมพิวเตอร์ แต่ว่าในส่วนของความเป็นผู้ประกอบการแล้วก็ในฐานะที่ดิฉันเองเข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่ สนช.ช่วงนั้นดิฉันว่า หลาย ๆ ครั้งมันมีเรื่องของการต่อรองแลกเปลี่ยนอันนี้ยอมเขา อันนี้เขาให้อะไรประมาณนั้น อันนี้ดิฉันขออนุญาตไม่ลงลึกเพราะว่าไม่ทราบข้อมูลมาก แต่หลายเรื่องมันมีแบบนี้ ก็เสียใจที่หลายคนใน สนช.ที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่สุดท้ายก็ไปลงชื่อกับ พรบ.ความมั่งคง เพื่อให้ พรบ.อื่น ที่ตัวเองผลักดันผ่าน
อะไรแบบนี้มันมีเรื่องของการต่อรองแลกเปลี่ยนเยอะ ซึ่งตัวเองก็ไม่คุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ ดิฉันเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เสียงส่วนน้อย แต่ว่าดิฉันเองก็จะมีพื้นที่เองในการทำงานที่ยังทำงานได้สบาย ๆ อยู่ และที่ดิฉันมองอีกแบบหนึ่งในเรื่องของการที่คนโพสต์ข้อความต่าง ๆ ในเว็บดิฉันคิดว่าไม่มีเหตุผล ที่จะโพสต์ข้อความที่ไม่ถูกต้อง และหมิ่นประมาทหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นการอ้างให้ถูกปิดเว็บ เพราะว่าจริง ๆ เราไม่รู้ว่าคนที่โพสต์เข้ามา เขารับจ้างหรือว่าทำหน้าที่นั่งโพสต์เข้ามาหรือเปล่า เพราะบางทีคนธรรมดาวัน ๆ วัน ๆหนึ่งทำมาหากินก็แย่อยู่แล้ว แล้ว แล้วถ้าเป็นคนกลุ่มที่ว่านี้จริง สาเหตุของการปิดเว็บอันนี้ก็ไม่ชอบธรรมแล้ว และรัฐบาลเองต้องทำใจนิ่ง และเป็นกลางในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ การอ้างเรื่องความมั่นคง คำว่า ความมั่นคงดิฉันคิดว่าเป็นอะไรที่กว้างมาก ๆ จนกระทั่งอะไรก็ตามก็ตีความได้หมด
เหมือนที่คุณเมธาพูดถึงตัวอย่างการใช้ พรก.ฉุกเฉิน เราจำเป็นจะต้องแจ้งรัฐภาคีตามสหประชาชาติ ตามกติกา ICCR ข้อที่ 4 (3) ทันทีที่ประกาศใช้ แต่บ้านเราประกาศใช้มาเกือบครบ 3 ปีแล้ว มิถุนายนนี้ก็จะครบ 3 ปี ก็ยังไม่เคยแจ้ง ใช้ในกรุงเทพฯกี่ครั้งก็ยังไม่เคยแจ้ง ทั้งทีคุณอภิสิทธิ์ก็พูดว่า ไม่มีประเทศไหนที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตลอดเวลา วันหนึ่งต้องหยุด มันมีเหตุที่ต้องหยุด และเหตุที่ต้องหยุดนี้รู้สึกว่า มีความปลอดภัย แล้วดิฉันก็ได้ถามกระทรวงต่างประเทศว่าเพราะเหตุใด จึงไม่แจ้งสหประชาชาติ กระทรวงต่างประเทศตอบว่าเพราะเราไม่ได้ใช้มาตรา 9 ตาม พรก.ฉุกเฉิน แต่ดิฉันเห็นว่าใช้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการเข้าออกในพื้นที่ ที่จำได้มีคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ห้ามประชาชนเข้าไปในเขตที่ห่วงห้าม เอาชาวบ้านมาอบรม 300 กว่าคน และชาวบ้านฟ้องศาลกระทำมิชอบจนมีคำสั่งศาลคำสั่งปล่อย จึงมีคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 4 ประกาศรายชื่อผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ กลับบ้าน จริงแล้วเราใช้มาโดยตลอด แต่เราก็เลี่ยงพันธกรณีระหว่างประเทศมาโดยตลอด ก็คงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ
สรุปเวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต (5) [สุเทพ วิไลเลิศ]
Wed, 2009-07-08 07:00เวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต
วันที่ 29 เมษายน 2552
ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
วิทยากร สุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ
หลังจากฟังเนื้อหาก็มีประเด็นที่เตรียมมามีส่วนสัมพันธ์กันนะครับ ซึ่งเดี๋ยวจะขอยกประเด็นที่ต่างขึ้นมา ประการแรกเลยคือ สถานการณ์การเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่าง และก็มีความขัดแย้งตามมาในขณะระยะเวลา 3-4 ปีนี้ เอาเข้าจริงที่ผลกระทบด้านกฎหมายและผลกระทบสถานการณ์สิทธิพลเมืองเน็ต มาจากสถานการณ์ทางการเมือง ที่พูดเรื่องสถานการณ์การเมืองก่อนเพราะว่า เรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่กฎหมายกลายเป็นเรื่องเครื่องมือของรัฐในการที่จะเข้ามาควบคุมสิทธิและเสรีภาพในเรื่องข้อมูลข่าวสาร
ผมว่าสองประเด็น ก็คือว่า หนึ่ง ก็คือการจำกัดการสื่อสารข้อมูลของประชาชนเองรวมทั้งควบคุมทิศทางการสื่อสาร ข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย เมื่อสักครู่เราอาจจะเน้นสื่อคอมพิวเตอร์มาก แต่หากเราเทียบที่คุณกานต์ได้เสนอไปแล้ว การเข้าถึงสื่อในรูปแบบต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมากเช่น ในประเทศไทยเรา สื่อวิทยุโทรทัศน์คนสามารถเข้าถึงมากกว่า 90 % ในขณะที่สื่ออินเทอร์เน็ต อยู่เพียงประมาณสิบกว่าล้านคนที่เข้าถึง ซึ่งก็ประเมินว่าน่าจะต่ำกว่านั้นอีกด้วย
ดังนั้นประเด็นที่น่าสนใจและทบทวนไปว่าทำไมการเมืองจึงนำไปสู่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ และย้อนกลับไปสมัย สนช ช่วงที่มี สนช การแก้ไขกฎหมายสื่อไม่ได้พูดถึงว่าการแก้ไขกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับเดียว แต่หมายถึงการแก้กฎหมายสื่อยกชุด ว่ากันตั้งแต่เรื่องกฎหมายคอมพิวเตอร์ จริง ๆ ว่าตั้งแต่กฎหมายประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ 2498 ที่มีการยกเลิกไปแล้วก็มีประกาศใช้ในปี 2551 อีกเป็นฉบับใหม่
แต่ที่คุณสุภิญญาได้ทิ้งท้ายไว้ ท้ายสุดก็ไม่ได้ยกเลิก พรบ วิทยุโทรคมนาคม 2498 ซึ่งเป็นเรื่องของการควบคุมเครื่องส่ง ฉบับนั้นก็ยังมีการบังคับใช้ ทำให้เกิดเรื่องคดีวิทยุชุมชนและกรณี 4-5 กรณีล่าสุดในช่วงที่ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน กฎหมายอื่นที่ประกาศตามมาก็มี พรบ.ภาพยนต์และวิดิทัศน์ ส่วนเรื่องกฎหมาย พรบ.การพิมพ์ที่เราบอกว่าดูเหมือนเป็นการปลดโซ่ตรวน สื่อมวลชนอาจจะดูเป็นการชนะในครั้งนี้ แต่จริง ๆ ที่ได้ผลกระทบจะเป็นประชาชนหรือไม่เพราะว่า ท้ายสุดคนที่จะเป็นผู้แบกรับคือคอลัมนิสต์ ที่พร้อมที่จะเสี่ยงและรับผิดชอบ ยกตัวอย่างกรณีที่โลตัสฟ้องคอลัมน์นิสต์ ซึ่งตัวผู้ประกอบการก็ลอยตัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรโดยตรง มีแต่คอลัมน์นิสต์เท่านั้นถ้าใคร กล้าที่จะเขียนหรือให้ข้อมูลต่าง ๆ ก็ต้องพร้อมที่จะท้าทายหรือพร้อมที่จะเผชิญการถูกฟ้องร้อง อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง
สิ่งที่ผมจะสรุปคือว่ากฎหมายสื่อที่มีการแก้ไขและเปลี่ยน วิทยุ และโทรทัศน์ยังอยู่ในมือของรัฐและเอกชนที่เข้าไปทำสัญญาและสัมปทานที่ผ่านมา ไม่มีองค์กรมากำกับดูแล การเกิดขึ้นของวิทยุใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุธุรกิจหรือวิทยุชุมชนก็ยังคงอยู่ในภาวะที่ไม่มีกฎหมายมา รองรับเพราะที่ถูกจับได้ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่แหลมคมที่สุดจนนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
ส่วนเว็บไซต์แม้ว่าจะมีคนใช้สิบล้านคนหรือว่าไม่มากนักหรือไม่กว้างขวางอย่างที่ คุณกานต์ว่าก็ตาม แต่มันเป็นตัวที่ถูกอธิบาย ถ้ายกตัวอย่างที่เสนอเมื่อครู่นี้ ถ้าบอกว่าพรรคการเมืองใช้เว็บไซต์ในการรณรงค์หาเสียงทางการเมือง หรือหาเสียงอะไรต่าง ๆ ไม่มากนัก แต่การที่เปิดประเด็นเรื่องการใช้สื่อสมัยใหม่กับสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นทีวี หรือหนังสือพิมพ์เองก็ตาม มีส่วนในการช่วยเผยแพร่ประเด็นไปสู่วาระต่าง ๆ ออกไปได้อีก
ดังนั้นมันไม่ได้มีพลังการสื่อสารจากด้วยตัวของมันเองทั้งหมดเลยที่เดียว สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญของวันนี้ผมว่าเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพเรื่องข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งแนวรบมันถูกการแก้กฎหมาย ซึ่งวิทยุโทรทัศน์ถูกควบคุมไว้ระดับหนึ่งแล้วผ่านการแก้ไขในรัฐธรรมนูญใน มาตรา 40 กลายเป็นมาตรา47 แล้วยังมีการยุบรวมองค์กรอันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้จะเรียกว่าเป็นการซื้อเวลา ในการที่จะให้องค์กรอิสระเข้ามาดูแลอีกก็เป็นได้
แต่อย่างที่ว่ากลับเข้าไปสู่โจทย์ที่ว่าประชาชนผู้ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตหรือ พลเมืองเน็ตเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก พรบ.คอมพิวเตอร์ ผมว่านี้เป็นประเด็นที่แตกต่างและก็น่าจะนำไปสู่ข้อเสนอ ที่หลาย ๆ ท่านเสนอว่าควรจะต้องมีการแก้ไข ก็มีความเห็นด้วยและคิดว่าเดี่ยวจะเสนอประสบการณ์บางอย่างที่มีการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นที่เห็นชัดเจนที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี 2550 ก่อนหน้านี้ที่คุณจีรนุชเห็นว่าควรจะต้องมีการแก้ไขมาตรา 14,15,16 ขณะนี้ถูกบทบัญญัตินี้กระทบกับตัวเอง ยังไม่รวมถึงที่หลายท่านที่ได้รับผลกระทบนี้ อันนี้ยังไม่ได้พูดถึงกระบวนการของรัฐที่โปร่งใส่หรือไม่อย่างไร ในอินเทอร์เน็ตแน่นอนว่าไม่ทราบว่ากฎหมายอินเทอร์เน็ตจะมีภัยกับตัวเอง อย่างไร หรือควรจะปฎิบัติตัวอย่างไร อันนี้ยังไม่นับรวมถึงประเด็นที่ว่าความชัดเจนของกฎหมายว่าครอบคุมความผิด มากน้อยขนาดไหน อะไรคือหมิ่นหรือไม่หมิ่นเกณฑ์ตัวนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน รวมถึงเรื่องความรุนแรงของโทษอันนี้ก็ยังไม่ได้ถกกันอย่างชัดเจน คือความคุมเครือที่เข้ามาควบคุมการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตได้
ผลที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาในส่วนของเด็ก เยาวชน ที่หลายส่วนมีการผลักดัน เคลื่อนไหวเรื่องของการสื่อสารสิทธิข้อมูลข่าวสาร สิ่งหนึ่งที่เขาพยายามเรียกร้องคือมุมมองต่อสื่ออินเทอร์เน็ต การเป็นพื้นที่ ที่กลายเป็นผู้ร้าย ที่ไม่ปลอดภัย มีความไม่มั่นคงอยู่สูงมาก
ดังนั้นการที่รัฐจะใช้อำนาจในการกำกับควบคุมจึงย่อมมีความชอบธรรม อย่างเช่น กรณีที่ รมว.ไอซีที ที่คนในอดีต เสนอว่าการแก้ไขเรื่องเหล่านี้เป็นห่วงเรื่องเนื้อหา แต่เรื่องกรณีหมิ่นเป็นประโยคท้าย ๆ ด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริงประเด็นที่ถูกจับใช้ก็เป็นเรื่องประเด็นหมิ่น ก็เลยมาถึงข้อเสนอที่ว่าให้มีการทบทวนข้อเสนอและแก้ไข พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ น่าจะเป็นโจทย์หนึ่งและมีการเคลื่อนไหว รณรงค์เรื่องนี้ให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยตรง
ซึ่งแน่นอนที่ทางโครงการที่อาจารย์จอนกำลังดำเนินการอยู่เป็นเรื่องที่ท้าทาย อย่างมากเนื่องจากโครงการที่จะรณรงค์ เรื่องการเสนอกฎหมายของประชาชนหรือทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านสื่อ อินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์โดยตรงและน่าจะได้ตอบรับโดยตรงจากผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตเองให้ความสนใจและร่วมเสนอได้มากกว่า ตัวอย่างการรณรงค์เรื่องการเสนอกฎหมายที่ผ่านมา ทางวิทยุชุมชนเองมีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายร่างกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งมาตรา 47 ระบุว่าจะต้องมีการยุบรวมองค์กร
ดังนั้นกฎหมายเรื่องของคลื่น พรบ.ในปี 2543 ย่อมต้องมีการปรับแก้ เมื่อมีการปรับแก้ก็มีความพยายามที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมายของภาคประชาชน ซึ่งเราก็มีหลักการหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนองค์ประกอบที่มีภาคประชาชนเข้าไปด้วย มีการตรวจสอบถ่วงดุล แต่ท้ายสุดการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่ผ่านมาก็ลงไปอยู่กับกลุ่มประชาชนในท้องถิ่นจริง ๆ ก็ได้มารายชื่อทั้งหมดประมาณ 4,300 กว่าคน แต่ก็ไม่ทันกับการเสนอกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เร่งรัดที่จะเสนอกฎหมายนี้ ผ่านสภาไปแล้ว แล้วก็ตั้งคณะกรรมาธิการประชุมกันไปแล้ว 4-5 ครั้ง วันที่ 30 ก็จะเป็นครั้งที่ 5 ที่มีการประชุมกฎหมายฉบับนี้เหมือนกัน ผมคิดว่าข้อเสนอเรื่องการรณรงค์การเสนอกฎหมายน่าจะมีความจำเป็นและพลักดัน ก่อน ซึ่งภาคประชาชน ก็มีอยู่ประมาณ 7-8 ฉบับ