politics
การต่างประเทศ 2.0: เมื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คกระทบการเมืองต่างประเทศ
Fri, 08/13/2010 - 01:06แปลจากส่วนท้ายของบทความ BlackBerry dispute widens control debate หนังสือพิมพ์ The Globe and Mail ประเทศแคนาดา
การเติบโตของบริษัททางอินเทอร์เน็ตระดับโลก - ตั้งแต่กูเกิลไปจนถึงเฟซบุค - เกือบจะเปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และรัฐบาลไปโดยสิ้นเชิง นโยบายการต่างประเทศแบบใหม่ได้ปรากฎขึ้น โดยที่บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติกลายเป็นเหมือนรัฐอิสระอีกรัฐหนึ่ง ที่มีการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลต่างประเทศ และส่งผลกระทบถึงระดับพื้นฐานของเหตุการณ์ทางการเมืองในที่ต่าง ๆ
บริษัท: กูเกิล
ประเทศ: สาธารณรัฐประชาชนจีน
ประเด็น: รัฐบาลจีนมีเรียกร้องอย่างสม่ำเสมอให้บริการค้นหาอย่างกูเกิลเซ็นเซอร์บริการในประเทศ โดยเฉพาะการลบผลการสืบค้นในเรื่อง "จัตุรัสเทียนอันเหมิน" ที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นอันตราย
ผลกระทบ: การที่กูเกิลออกมาวิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างเปิดเผยกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนกูเกิล ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ และการเจรจาระหว่างกูเกิลและจีนอาจจะแสดงให้เห็นถึงการโต้ตอบในเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตที่เข้มข้นกว่าที่บริษัทหรือกลุ่มไหนจะเคยปฏิบัติกับรัฐบาลจีนมาก่อน
บริษัท: ทวิตเตอร์
ประเทศ: อิหร่าน
ประเด็น: หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านในปี พ.ศ. 2552 ผู้คนนับล้านทั้งในอิหร่านและจากทั่วโลกได้แสดงการประท้วงผลการเลือกตั้ง การประท้วงนี้ถูกตั้งชื่อว่าเป็น "การประท้วงบนทวิตเตอร์" ในเวลาไม่นาน เนื่องจากทวิตเตอร์ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการส่งข้อมูลออกจากอิหร่าน
ผลกระทบ: รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการทางอ้อมในการร้องขอให้ทวิตเตอร์เลื่อนเวลาปิดซ่อมแซมระบบออกไป ซึ่งเดิมทีตรงกับช่วงที่การประท้วงกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ข้อมูลที่ถูกส่งออกมาจากอิหร่านผ่านทวิตเตอร์ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความช่วยเหลือจากทั่วโลก และเป็นแหล่งข่าวที่ดีที่สุดสำหรับเหตุการณ์ภาคพื้นดิน
บริษัท: เฟซบุค
ประเทศ: สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน
ประเด็น: เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในเฟซบุคมีการประกวดภาพการ์ตูนศาสดานบีมุฮัมมัด ที่นำไปสู่คำสั่งศาลปากีสถานให้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว ในที่สุดเฟซบุคได้ปิดการประกวดนั้นด้วยตนเอง ศาลปากีสถานจึงสั่งยกเลิกการปิดกั้น
ผลกระทบ: แม้ว่าการปิดกั้นนั้นมีขึ้นเป็นระยะเวลาไม่นาน แต่ความสำคัญของมันมีมากกว่าแค่การเซ็นเซอร์ธรรมดา ๆ การมีกลุ่มทางศาสนาที่สุดโต่งในประเทศทำให้รัฐบาลปากีสถานมีความอ่อนไหวต่ออะไรก็ตามที่อาจจะถูกตีความโดยกลุ่มนักบวชหัวอนุรักษ์นิยมว่าเป็นอันตราย เพื่อไม่ให้บรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดนั้นย่ำแย่ลงไปอีก
มีเดียมอนิเตอร์เผย95 %ในเฟซบุค ต่อต้านเสื้อแดง "SIU"วิจัยพบรัฐปิดกั้นเน็ตกระตุ้นกลุ่มต้านรบ.ขยายตัว
Thu, 07/22/2010 - 16:01ในงานสัมมนา 3 ปี การบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมฯ: หลักนิติรัฐกับความรับผิดชอบของภาครัฐ จัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) Southeast Asia Press Alliance (SEAPA) ที่ ห้องโมลิแยร์-วอลแตร์ ชั้นบี โรงแรมโนโวเทล สยาม เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ในหัวข้อ "วาทกรรมในโลกไซเบอร์กับการปรองดองแห่งชาติ" มีการนำเสนองานวิจัยที่ระบุถึงกลุ่มการเมืองบน Social Media มีความเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นขึ้นนับตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 49 และเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ระบุรัฐสกัดกั้นสื่อยิ่งสร้างสถานการณ์ให้เกิดการเคลื่อนไหวรวมตัวทางการเมืองในอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น
นายธาม เชื้อสถาปนากิจ ผู้ประสานงาน Media Monitor Thailand ได้รายงานผลวิจัย เรื่อง "กรรมความขัดแย้งทางการเมืองในโลกออนไลน์" ว่า กลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ใช้ระบบออนไลน์ในการแสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวทางการเมืองสูงขึ้นนับตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 49 โดยเพิ่มสูง 5-6 เท่า ทั้งนี้งานวิจัยได้ตรวจสอบการใช้เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ 4 ส่วนคือ เฟซบุค ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ด และฟอร์เวิร์ดอีเมล์ทางการเมือง
"เมื่อรวบรวมผลวิจัยบนเครือข่ายทางสังคม โดยเฉพาะในเฟซบุคที่มีกลุ่มต่างๆทางการเมืองเกิดขึ้นมากถึง 1,308 กลุ่ม โดยในจำนวนนี้พบว่ากว่า 95 % ในเฟซบุคเป็นกลุ่มต่อต้านกลุ่มเสื้อแดง ส่วนกลุ่มสนับสนุนเสื้อแดงมีราว 6 % โดยยอดขณะนี้ประเทศไทยมีผู้เข้าสู่ระบบเฟซบุคราว 4 ล้านคน และพบว่าคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้นตั้งแต่หลังการรัฐประหารเพิ่มขึ้นมา 5-6 เท่า" นายธามกล่าวรายงาน
นายธามกล่าวต่อว่า ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ใช้เครือข่ายทางสังคมเคลื่อนไหวทางการเมือง และรณรงค์ต่างๆ มีหลากหลาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายเฟซบุค งานวิจัยพบว่ามีกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มต่อต้านแดง 32 % กลุ่มกลุ่มรักในหลวง/สถาบัน 11 % กลุ่มสนับสนุนแดง 9 % กลุ่ม รักประเทศไทย 9 % กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล 6 % กลุ่มต่อต้านรัฐบาล 6% เป็นต้น
นายธาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกลุ่มเฟซบุ๊ครณรงค์ทางการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสูงสุด อันดับ 1 กลุ่มมั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านการยุบสภา มีจำนวนสมาชิก 556,339 คน รองลงมา กลุ่ม I Support PM Abhisit มี 98,268 คน อันดับ 3 กลุ่มสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข มีสมาชิก 70,348 คน ส่วนกลุ่ม
"ทวิตเตอร์ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้นนับตั้งแต่คุณทักษิณใช้ในการส่งผ่านข้อความและสื่อนำมาลง ขณะที่คุณอภิสิทธิ์ใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านเฟซบุคมากกว่า" นายธามกล่าว
ทั้งนี้หลังเหตุการณ์เข้าสลายการชุมนุมทางการเมืองช่วงกลางเดือนพ.ค.จบลง มีกลุ่มชาวเฟซบุคผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีได้นำสมาชิกของกลุ่มเข้าพบให้กำลังใจและพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มนปช.กว่า 2 เดือน มีการเคลื่อนไหวรวมตัวของกลุ่มเฟซบุคและสังคมออนไลน์หลายกลุ่มเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านการยุบสภาร่วมกับกลุ่มเสื้อหลากสีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
"กลุ่มต่างๆในเฟซบุคถูกใช้ในทางการเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตามรูปแบบการใช้ยังขาดความรับผิดชอบ ผู้ใช้งานส่วนมากสะท้อนให้เห็นลักษณะการสร้างความแตกแยกทางการเมือง และใช้ในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าพิสูจน์ข้อเท็จจริง...อย่างไรก็ตามบางเว็บบอร์ดมีการพยายามจะเป็น Cyber Journalist ที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการชุมนุม" นายธามกล่าว
นายธามกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่าวาทกรรมที่อยู่ในฟอร์เวิร์ดเมล์มากสุดคือวาทกรรมล้มเจ้า สถาบัน รองลงมา วาทกรรมโจมตีสถาบัน อำมาตยาธิปไตย ตามมาด้วยวาทกรรมทหารฆ่าประชาชนรัฐประหาร รัฐบาลสองมาตรฐาน หนุนรัฐบาล สันติวิธี เสรีภาพสื่อ และรักในหลวง
ทั้งนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้จัดโครงการลูกเสือออนไลน์หรือ Cyber Scout เพื่อให้อาสาสมัครนักเรียน นักศึกษา เข้ารับการอบรมการโพสต์ข้อความในเว็บบอร์ดที่แสดงความเห็นต่อสถาบันบิดเบือน โดยให้กลุ่ม Cyber Scout โพสต์ข้อความหรือข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในเรื่องสถาบันในเว็บบอร์ดที่มีการบิดเบือน
ขณะที่นายกานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการ Siam Intelligence Unit (SIU) นำเสนอผลวิจัยการใช้สื่อออนไลน์ทางการเมืองพบว่าสื่อที่ผู้ชุมนุมหรือกลุ่มประชาสังคมที่เคลี่อนไหวต่อต้านรัฐบาลใช้มากสุด คือ เคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน และสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเมื่อ 3 ส่วนนี้ถูกรัฐบาลปิดกั้นทำให้สื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทเป็นสื่อกระแสรองที่นำข้อมูลที่ถูกปิดออกมาสู่สาธารณะแทนเคเบิ้ลทีวี วิทยชุมชน และนิตยสารของกลุ่มที่ถูกปิด
"เมื่อพิจารณาว่าการเคลี่อนไหวทางการเมืองบนอินเตอร์เน็ตจากหลายกลุ่มต่างๆขมวดเข้ามา ทำให้มีการดึงคนจากอินเตอร์เน็ตในกลุ่มต่างๆมาปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ารัฐยังปิดกั้นแบบนี้สถานการณ์ใช้อินเตอร์เน็ตในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งอินเตอร์เน็ตไปตอบโจทย์แนวคิดและความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าสื่อกระแสหลัก" นายกานต์กล่าว
Internet, Satellite Communications Widen Political Debate in Thailand
Fri, 07/10/2009 - 13:14Thailand has undergone a quiet revolution as satellite broadcasters and the Internet have challenged traditional broadcast outlets to lead the political debate. There are concerns the government now wants to undercut these new challengers.
Back in 2005, when Thai media magnate Sondhi Limthongkul began airing his rallies against Prime Minister Thaksin Shinawatra, like this one, he led a technical revolution in Thailand's political debate.
Sondhi used his ASTV network to place his speeches on the Internet, and then re-fed it to Thailand via satellite television, taking politics to a wider segment of the population.
Chris Baker, an author and commentator on Thai politics, says Sondhi took advantage of loopholes in Thailand's broadcast laws. Baker says that placed the message beyond the government's control.
"The ability to broadcast a signal over the Internet outside Thailand, so that it could be uploaded legally to a satellite, and that really made a huge change because the government didn't have the legal means to control that," he said. "Suddenly you had a level of political debate on television you had never seen before."
The government has almost total control over the broadcast airwaves. And during Mr. Thaksin's government, he set about putting limits on the print media, which had for decades set the tone for political debate.
Sondhi's ASTV galvanized support for his effort to oust Mr. Thaksin, especially among the urban middle class, which considered the prime minister corrupt and authoritarian. Eventually, Mr. Thaksin was removed in a coup in 2006 and now lives in exile.
But Mr. Thaksin remains influential in Thai politics. And the former telecommunications entrepreneur in turn uses technology to encourage his supporters - primarily rural residents and the urban poor. Frequently in the past six months he has addressed rallies via satellite and Internet connections, urging his backers, known as Red Shirts, to press for new elections.
Some of those backers have created Democratic TV - DTV - to broadcast their rallies via the Internet and small community radio stations.
Thepchai Yong, a director of the Thailand Public Broadcast Service, says while ASTV and DTV are at extreme points of the political spectrum, their existence is positive.
"They have helped raise the people's awareness of what is going on politically," said Thepchai. "Certain people believe the mainstream media are not doing a good enough job, so this is why they have to turn to this alternative media."
But the government has grown wary of satellite transmissions and the Internet, particularly after Red Shirt riots rocked Bangkok in April, and forced the cancellation of regional summit meeting.
Immediately after the riots, the authorities blocked transmissions on DTV, community radio stations and several websites.
But by mid-June pro-Thaksin groups had set up a new satellite channel, while community radio stations were again transmitting. A new newspaper has even been introduced.
Despite the use of technology to spread political debate, Thailand's reputation for independent media has fallen over recent years. In 2009, the civic advocacy group Freedom House in New York ranked Thailand's media freedoms as 122nd in a survey of 195 countries. In 2000, Thailand was 29th.
In 2007, laws governing the Internet were toughened, and thousands of Web sites accused of insulting the Thai monarchy have been blocked or shutdown.
Authorities also have blocked Web sites favorable to Mr. Thaksin.
Media activist Supinya Klangnarong says the fight over media freedom has shifted away from print to the Internet. She says about 1,000 Web sites have been blocked, and that people convicted of breaching the Internet laws could face prison.
"I think the climate of fear and the way to control them in the online media is increasing," said Supinya.
Prime Minister Abhisit Vejjajiva has said he wants to promote Thailand as a hub of regional press freedom. Mr. Abhisit says the government will try to avoid shutting down Web sites - especially those deemed offensive to the monarchy - but instead take legal action against them.
The struggle over political debate in Thailand having shifted to the Internet, Supinya sees Thai governments in the future coming under growing pressure as more people go on-line to air their views, which many felt have been overlooked by traditional broadcast media
สรุปเวทีเสวนา "วิพากษ์ผลกระทบกฎหมายและการเมือง ต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต"
Wed, 07/08/2009 - 07:08สืบเนื่องจากงานเสวนา "วิพากษ์ผลกระทบกฎหมายและการเมือง ต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต" เมื่อ 29 เมษายน 2552 ณ สถาบันวิจัยสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายพลเมืองเน็ต ได้สรุปความคิดเห็นของวิทยากรแต่ละท่าน ไว้ดังนี้
และท่านสามารถรับชมภาพถ่ายได้ ที่นี่
สรุปเวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต (6) [อังคณา นีละไพจิตร]
Wed, 07/08/2009 - 07:02เวทีวิพากษ์ผลกระทบจากกฎหมายและการเมืองต่อสิทธิมนุษยชนพลเมืองเน็ต
วันที่ 29 เมษายน 2552
ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
วิทยากร อังคณา นีละไพจิตร
หลายท่านก็พูดไปแล้วในหลายประเด็น ดิฉันข้อเสนอในประเด็นที่ดิฉันห่วงใย ในเรื่องนี้ก็ คือว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อสำคัญสิ่งหนึ่งที่ให้ความรู้แก่ประชาชน ลองสังเกตุว่าที่ไหนก็ตามที่โทรศัพท์เข้าถึงชาวบ้านก็อยากจะมีคอมพิวเตอร์ อยากจะมีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้ อีกอย่างหนึ่งที่กฎหมายไม่ควรไปรังแกคนเล็กคนน้อย ดิฉันเคยเห็นเยาวชนบางคนด้วยความทะลึ่งอะไรก็แล้วแต่โพสต์ข้อความที่ไม่ สุภาพหรืออะไรต่อมิอะไรเข้ามาและเด็กพวกนี้แหล่ะต้องตกเป็นเหยื่อที่ตัวเอง ไม่รู้ตัว ในส่วนของที่จะต้องการจัดสรรผลประโยชน์ ดิฉันให้ความสำคัญในเรื่องคุ้มครองคนเล็กคนน้อยมากกว่า ก็คือกฎหมายต้องไม่รังแกใคร
จริง ๆ แล้วดิฉันคิดว่าในวันนี้ประชาชนอยู่กันลำบาก การถูกแบ่งให้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว จริง ๆ ดิฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าแบ่งฝ่าย เพียงแต่รู้สึกว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลนี้มันสบายกว่ารัฐบาลที่ผ่านมายังไงก็ไม่ รู้ เพราะตัวฉันเองถูกดุน้อยกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาก็เลยรู้สึกว่าตัวเองพูดได้มาก ขึ้นกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เดินไปไหนแล้วรู้สึกปลอดภัยขึ้น ในขณที่บางท่านอาจจะรู้สึกว่าอยู่รัฐบาลนี้มันแย่กว่าหรือว่าอะไรมันก็เป็นความต่างทางความคิดเห็น
ดิฉันเองก็มองว่า รัฐบาลที่มองเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งหรืออะไรก็มตามแต่ ความรุนแรง และนำไปสู่การแบ่งฝ่าย จริง ๆ ก็มองว่ารัฐบาลนี้มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งหน่วยงานความมั่นคงมากแค่ไหน รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลพลเรือน ซึ่งเป็นอิสระแค่ไหน ถึงแม้ว่าประชาชนให้ความสนับสนุน
แต่ถ้าหากหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้สนับสนุน รัฐบาลนี้จะสามารถทำงานได้ไหม แล้วถ้าหน่วยความมั่นคงที่ทำงานอยู่ แล้วประชาชนที่ขัดกับหน่วยงานความมั่นคงนั้น ประชาชนที่อาจจะถูกรังแก ขณะที่รัฐบาลอาจจะละเลย ใส่ใจน้อยไปไหมกับทุกข์สุขประชาชน
ดิฉันยกตัวอย่างสองสามวันนี้ ที่คำถามต่อตัวเองว่า เหตุการณ์ภาคใต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นทุกวันนี้มันมีผลต่อเสถียรภาพรัฐ ต่อส่วนกลางไหม เมื่อรัฐส่วนกลางมีความไม่มั่นคงเท่าไร มันก็ไม่มีใครไปดูแลจัดการในภาคใต้ ก็เหมือนกับ กอ รมน.คือทหารเต็ม ๆ นั้นแหล่ะ ดิฉันก็สังเกตุช่วงสงกรานต์ที่มีการทะเลาะกันรุนแรง ภาคใต้เงียบ แต่พอกรุงเทพเบา ตรงนั้นก็เริ่ม
จริง ๆ ดิฉันก็มอง ประชาไท เป็นพื้นที่ที่กลุ่มคนเล็กกลุ่มน้อย ใช้ในการแสดงความคิดเห็นที่อิสระ ขณะเดียวกันที่ประชาไทถูกสั่งปิด ดิฉันมองว่าเป็นการต่อต้านรัฐประหารหรือเปล่าที่โดนสั่งปิด ประชาไทที่ถูกเพ่งเล็งมาตลอด ในขณะเดียวกันดิฉันเห็นเว็บของ กอรมน. คนที่โพสต์เข้ามามีแต่คำว่า ฆ่ามัน ฆ่ามัน เกี่ยวกับคนในสามจังหวัดภาคใต้ ก็เอ๊ะว่าทำไมไม่ถูกปิด ทำไมมีมีใครตรวจสอบ ตำรวจไม่ตรวจสอบ ว่าใครมาจากไหน รับจ้างโพสต์หรือเปล่า
ดิฉันเคยไปทำงานในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ที่ใช้กฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนชายขอบทางภาคเหนือ หรือภาคใต้ ก็เคยไปทำงานมาแล้ว สำนักงานที่ปัตตานี ก็ถูกกวนมาแล้ว ท่านก็บอกว่าใช้กฎอัยการศึกจะมาจับโจร มีคนมาแจ้งว่ามีผู้ก่อความไม่สงบเกิดขึ้น เอ๊ะมาจับโจรก็ไม่ว่าเป็นห้องแถวเล็กนิดเดียว ใช้เวลา สองชั่วโมงอยู่กับคอมพิวเตอร์สองเครื่อง หรือค้นคอมพิวเตอร์นั้นหมดแล้ว จะมาจับโจรรู้ว่าไม่มีโจรก็ควรจะกลับได้แล้ว แต่ว่ากลับมาดูข้อมูลในแลปท็อป จริง ๆ แล้ว กับคอมพิวเตอร์มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล แล้วดิฉันได้ทำหนังสือชี้แจงกับท่านนายกฯ
ไม่ว่าจะเป็นกฎอัยการศึก หรือ พรก.ฉุกเฉินอะไรก็แล้วแต่ท่านมีอำนาจตามกฎหมายที่จะตรวจค้นสถานที่ได้ แต่ท่านไม่สามารถจะตรวจค้นในข้อมูลส่วนตัวในแลปท็อป หรือคอมพิวเตอร์ดิฉันเองก็ตาม อย่างของเพื่อนแคนาดาที่ตั้งโต๊ะทำงานยังไงก็ไม่มีอำนาจเข้ามตรวจค้น พอมาตรวจค้นก็มาเจอคนทำงานด้านสิทธิบางที่ก็ไปเก็บข้อมูลชาวบ้านมาร้องเรียน แล้วทำเป็นไฟล์ข้อมูล แล้วท่านก็ทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาสิ เจอข้อมูลปิดเบือนอะไรต่าง ๆ
คือจริง ๆ ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว เราไม่มีโอกาสได้เข้าถึงข้อมูลจากฝ่ายรัฐ เพราะฉะนั้นการที่ การที่จะมากล่าวหาทำข้อมูลปิดเบือนดิฉันว่าใช้ไม่ได้ แล้วในฐานะหนึ่งที่ตอนนี้ดิฉันเป็นผู้เขียน รายงานประเทศไทยตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองสิทธิทางการเมืองที่ต้อง เสนอสหประชาชาติ ในฉบับที่สอง ดิฉันเองก็เก็บข้อมูลหลาย ๆ อย่างไว้ในคอมพิวเตอร์ที่สำนักงาน การที่ท่านมาทำแบบนี้ดิฉันว่าใช้ไม่ได้ การที่จะถูกต้องดิฉันว่าฟ้องศาล
แต่บางทีดิฉันว่าเจ้าหน้าที่ไม่รู้กฎหมายแต่ประชาชนอย่างเราไปฟ้องศาลมันเสียเวลา ที่นี้โยงมาถึงเรื่องของหน่วยงานความมั่นคง วันนี้ฉันมองว่าภายหลังปฏิวัติจนมาถึงวันนี้ ทหารก็ยังมีอำนาจมากหลาย ๆ เรื่อง
ไม่ว่าเมื่อวานเป็นครบรอบห้าปีคดีครือเซะ อัยการก็สั่งไม่ฟ้องคดีกรือเซะ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนก็ค้างคาใจ สหประชาชาติก็ตั้งคำถามมาว่าผู้กระทำผิดใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบมากแค่ไหน คือถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องดื้อ ๆ หลังที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายสามปี ว่าทหารระดับสูงมีอำนาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต ต้องถามว่าอัยการเป็นผู้มีอำนาจแล้วเรียกร้องการไม่ถูกแทรกแซง แล้วต้องถามว่าอย่างนี้ตัวเองถูกแทรกแซงหรือเปล่า ก็เลยทำให้หลาย ๆ ฝ่าย ที่ถูกมองว่าไม่สามารถทำงานได้กับฝ่ายทหาร ไม่เห็นด้วยกับทหาร ไม่เห็นด้วยกับหน่วยงานความมั่นคง ก็เหมือนจะอยู่อย่างไม่สบาย ถูกเพ่งเล็งหรืออะไรต่อมิอะไรมาโดยตลอด
ดิฉันไม่ทราบเหมือนกันที่คุณกานต์พูดถึงการที่ สนช.กดดันต่อผู้ประกอบการยังไง ที่เป็นเรื่องของ พรบ.คอมพิวเตอร์ แต่ว่าในส่วนของความเป็นผู้ประกอบการแล้วก็ในฐานะที่ดิฉันเองเข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่ สนช.ช่วงนั้นดิฉันว่า หลาย ๆ ครั้งมันมีเรื่องของการต่อรองแลกเปลี่ยนอันนี้ยอมเขา อันนี้เขาให้อะไรประมาณนั้น อันนี้ดิฉันขออนุญาตไม่ลงลึกเพราะว่าไม่ทราบข้อมูลมาก แต่หลายเรื่องมันมีแบบนี้ ก็เสียใจที่หลายคนใน สนช.ที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่สุดท้ายก็ไปลงชื่อกับ พรบ.ความมั่งคง เพื่อให้ พรบ.อื่น ที่ตัวเองผลักดันผ่าน
อะไรแบบนี้มันมีเรื่องของการต่อรองแลกเปลี่ยนเยอะ ซึ่งตัวเองก็ไม่คุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ ดิฉันเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เสียงส่วนน้อย แต่ว่าดิฉันเองก็จะมีพื้นที่เองในการทำงานที่ยังทำงานได้สบาย ๆ อยู่ และที่ดิฉันมองอีกแบบหนึ่งในเรื่องของการที่คนโพสต์ข้อความต่าง ๆ ในเว็บดิฉันคิดว่าไม่มีเหตุผล ที่จะโพสต์ข้อความที่ไม่ถูกต้อง และหมิ่นประมาทหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นการอ้างให้ถูกปิดเว็บ เพราะว่าจริง ๆ เราไม่รู้ว่าคนที่โพสต์เข้ามา เขารับจ้างหรือว่าทำหน้าที่นั่งโพสต์เข้ามาหรือเปล่า เพราะบางทีคนธรรมดาวัน ๆ วัน ๆหนึ่งทำมาหากินก็แย่อยู่แล้ว แล้ว แล้วถ้าเป็นคนกลุ่มที่ว่านี้จริง สาเหตุของการปิดเว็บอันนี้ก็ไม่ชอบธรรมแล้ว และรัฐบาลเองต้องทำใจนิ่ง และเป็นกลางในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ การอ้างเรื่องความมั่นคง คำว่า ความมั่นคงดิฉันคิดว่าเป็นอะไรที่กว้างมาก ๆ จนกระทั่งอะไรก็ตามก็ตีความได้หมด
เหมือนที่คุณเมธาพูดถึงตัวอย่างการใช้ พรก.ฉุกเฉิน เราจำเป็นจะต้องแจ้งรัฐภาคีตามสหประชาชาติ ตามกติกา ICCR ข้อที่ 4 (3) ทันทีที่ประกาศใช้ แต่บ้านเราประกาศใช้มาเกือบครบ 3 ปีแล้ว มิถุนายนนี้ก็จะครบ 3 ปี ก็ยังไม่เคยแจ้ง ใช้ในกรุงเทพฯกี่ครั้งก็ยังไม่เคยแจ้ง ทั้งทีคุณอภิสิทธิ์ก็พูดว่า ไม่มีประเทศไหนที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตลอดเวลา วันหนึ่งต้องหยุด มันมีเหตุที่ต้องหยุด และเหตุที่ต้องหยุดนี้รู้สึกว่า มีความปลอดภัย แล้วดิฉันก็ได้ถามกระทรวงต่างประเทศว่าเพราะเหตุใด จึงไม่แจ้งสหประชาชาติ กระทรวงต่างประเทศตอบว่าเพราะเราไม่ได้ใช้มาตรา 9 ตาม พรก.ฉุกเฉิน แต่ดิฉันเห็นว่าใช้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการเข้าออกในพื้นที่ ที่จำได้มีคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ห้ามประชาชนเข้าไปในเขตที่ห่วงห้าม เอาชาวบ้านมาอบรม 300 กว่าคน และชาวบ้านฟ้องศาลกระทำมิชอบจนมีคำสั่งศาลคำสั่งปล่อย จึงมีคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 4 ประกาศรายชื่อผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ กลับบ้าน จริงแล้วเราใช้มาโดยตลอด แต่เราก็เลี่ยงพันธกรณีระหว่างประเทศมาโดยตลอด ก็คงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ