ชี้ก.ม.จัดสรรคลื่นฯ หัวใจสำคัญปฏิรูป สื่อทศวรรษหน้า แนะสื่อเก่าปรับตัวชูความน่าเชื่อถือ

Submitted by tewson on Tue, 08/11/2009 - 18:25

นักวิชาการ ชี้ หัวใจของการปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า อยู่ที่ พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า โจทย์ใหญ่ประเทศไทย ต้องกำหนดมาตรการตรวจสอบ เผยทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี เข้าถึงประชาชนมากกว่าสื่อออนไลน์ แนะสื่อเก่า โดยเฉพาะ นสพ. ปรับตัวขาย "ความน่าเชื่อถือ" ข้อมูล เพื่ออยู่รอด

วานนี้ (7 ส.ค.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย ร่วมกับศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการ "จินตนาการปฏิรูปสื่อ 2010-2020" จัดเวทีความรู้สาธารณะ "ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า : แนวโน้ม ข้อจำกัด และจินตนาการ"

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในหัวข้อ "การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในทศวรรษหน้า : โอกาสและอุปสรรค" ว่า หัวใจของการปฏิรูปสื่อที่สำคัญอยู่ที่การประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ...

เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปองค์กรอิสระกำกับดูแลการจัดสรร คลื่นความถี่ จะทำให้เกิดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่แตกต่างจากองค์กรอิสระเดิม หรือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตาม พ.ร.บ.องค์กร ปี 2543 ที่ไม่มีมาตรการตรวจสอบความรับผิดชอบ และกระบวนการถอดถอน หากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะกฎหมายใหม่มีมาตรการตรวจสอบ และประเมินการทำงาน กสทช. รวมทั้งมีกระบวนการถอดถอนหาก กสทช. ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ทำให้องค์กรกำกับในอนาคต มีความโปร่งใสและรับผิดชอบ

"เมื่อมีการปฏิรูปองค์กรกำกับ ก็จะนำไปสู่การปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า ทำให้เกิดโอกาสจัดสรร คลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม โปร่งใส และลดอุปสรรค การครอบครองสื่อของหน่วยงานรัฐในอดีต และมีการใช้คลื่นความถี่ที่เกิดประโยชน์ต่อทุกกลุ่ม" ดร.สมเกียรติกล่าว

หวั่นทีวีดาวเทียม-เคเบิล"แรง"กว่าเน็ต

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.องค์กรฉบับนี้ กำหนดสัดส่วนสื่อภาคประชาชน 20% ระยะเวลาจัดตั้ง กสทช. วิธีประมูลคลื่นความถี่โทรคมนาคม และวิทยุโทรทัศน์ กำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และนำส่งรายได้ 2% ให้กองทุนเพื่อสนับสนุนสื่อสาธารณะและท้องถิ่น โดยบทเฉพาะกาลระบุไว้ว่า สื่อวิทยุและโทรทัศน์ปัจจุบันเตรียมแปลงสภาพไปสู่ดิจิทัล ที่จะมีจำนวนคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีจำกัด

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.องค์กรฉบับนี้ ยังไม่มีระบุถึงสื่อเทคโนโลยีใหม่ ทั้งดิจิทัล และออนไลน์มากนัก ถือเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากสื่อยุคอนาล็อกสู่ดิจิทัล ปัจจุบันแม้ว่าจะเกิดสื่อใหม่หลากหลาย จากการพัฒนาเทคโนโลยี แต่โจทย์ "ใหญ่" และ "ยาก" ในการปฏิรูปสื่อของสังคมไทยในขณะนี้ คือ การกำกับดูแลสื่อทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ที่กำลังขยายตัวอย่างมาก ทั้งการลงทุนและจำนวนผู้ชม

"อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ใช้สื่อทีวีดาวเทียมสื่อสารกับคนไทย จึงเชื่อว่าสื่อทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี จะมีอิทธิพลเข้าถึงประชาชนได้มากกว่าสื่ออินเทอร์เน็ต เพราะแค่ติดตั้งจานดาวเทียม ที่ราคาไม่แพงก็สามารถรับได้ จึงเป็นประเด็นที่หน่วยงานรัฐและนักวิชาการสื่อ ควรกำหนดมาตรการกำกับดูแลร่วมกัน"

องค์กรสื่อปรับตัวหารายได้

ด้าน ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวหัวข้อ "วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนในทศวรรษหน้า : ปัญหา ข้อท้าทาย และพันธกิจต่อสังคม" ว่า ความท้าทายของสื่อเก่า เช่น หนังสือพิมพ์ จากสื่อใหม่ เช่น ออนไลน์ คือ ความรวดเร็วในการเสนอข้อมูล แต่การอยู่รอดในทศวรรษหน้าของหนังสือพิมพ์ คือ จุดเด่นด้าน "ความน่าเชื่อถือ" ของข้อมูล

ดังนั้น นักวิชาการต้องสร้างสรรค์เนื้อหาที่น่าเชื่อถือ ผ่านการค้นคว้าและวิเคราะห์ข้อมูล ขณะที่ความอยู่รอดขององค์กรสื่อต้องมองหาบิซิเนส โมเดล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และหารายได้จากเนื้อหามากขึ้น ทั้งการปรับองค์กรสื่อเป็นมัลติมีเดีย พัฒนาช่องทางหารายได้จากสื่อออนไลน์ เพื่อให้ทั้งนักวิชาชีพ และองค์กรสื่ออยู่รอดได้ในทศวรรษหน้า ท่ามกลางความท้าทายของสื่อเทคโนโลยีใหม่

"ปัจจุบันกระแสการเสพสื่อใหม่ของสังคมไทย ควบคู่กับการบริโภคสื่อเก่า จะเห็นว่ารายการเล่าข่าวทางทีวี ยังเรทติ้งสูง ตัวอย่างการใช้สื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Networking) เช่น ทวิตเตอร์ ของอดีตนายกฯ ที่มีผู้อยู่ในเครือข่ายได้รับข้อความราว 8,000 ราย แต่กลายเป็นประเด็นในสังคมวงกว้าง เพราะสื่อเก่าทั้งหนังสือพิมพ์ และทีวี ต่างพร้อมใจกันเสนอข่าว"

แนะสร้างเกตเวย์เอเชียใต้

นายตฤณ ตัณฑเศรษฐี เลขาธิการมูลนิธิโอเพ่นแคร์ อดีตกรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางของอินเทอร์เน็ตประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้ายังไม่มีความชัดเจนอะไร ถ้าไม่รีบกำหนดประเทศไทยก็จะยังไม่อยู่ในแผนที่ไซเบอร์ของโลก ต้นทุนระหว่างประเทศก็ยังคงสูงมาก เพราะทุกอย่างต้องทำผ่านสิงคโปร์

ดังนั้น ประเทศไทยต้องกล้าตัดสินใจและกล้าทำ โครงการหนึ่งที่น่าผลักดันให้เกิดขึ้น คือ การสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ จากอ่าวไทยขึ้นไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าแม่น้ำโขงขึ้นไปถึงประเทศจีน แล้ววกอ้อมมาทางเอเชียกลาง เอเชียตะวันตก สร้างเป็นวงจรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีไทยเป็นเกตเวย์ สร้างกำลังการต่อรองในโลกไซเบอร์ และสามารถต่อยอดไปสู่การมีแบนด์วิธที่ไม่จำกัด แต่ประเทศไทยก็ไม่ทำ

"ค่าบริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการปรับลดราคาลงไม่ได้เกิดจากการ แข่งขันเสรี แต่เกิดจากการที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรวบรวมแบนด์วิธที่จำเป็นต้องใช้ และไปซื้อวงจรขนาดใหญ่มาจากต่างประเทศ ทำให้คิดว่าได้ราคาที่ต่ำลง ความเป็นจริงต้องสร้างแบนด์วิธของตัวเองขึ้นมาด้วย" นายตฤณกล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องทำความเข้าใจกับการใช้อินเทอร์เน็ตใหม่ เพราะที่ผ่านมา รัฐมุ่งแต่ควบคุม บล็อกการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นแนวทางที่ผิดและถือว่าดูถูกสติปัญญาของผู้บริโภคมาก แนวทางที่ถูกต้อง คือ การสร้างความรับผิดชอบในการเข้าบริโภคสื่อ เพราะเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตไม่ได้มีการเผยแพร่ด้วยตัวเอง แต่ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกที่จะเข้าไปบริโภค ดังนั้น การสร้างเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเสรีภาพในการแสดงออก และก็เป็นเสรีภาพที่ผู้บริโภคจะเข้าไปรับ หรือเชื่อในประเด็นนั้นๆ

source: 
กรุงเทพธุรกิจ